บทนำ: ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐชิลี
ประเทศไทยและสาธารณรัฐชิลีมีความร่วมมือทางการค้าอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่าทศวรรษ โดยชิลีเป็นคู่ค้าอันดับที่ 43 ของประเทศไทยในภาพรวมการค้าโลก และเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 3 ของไทยในภูมิภาคอเมริกาใต้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้รับการสถาปนาและยกระดับอย่างมีนัยสำคัญผ่านการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีไทย–ชิลี (Thailand–Chile Free Trade Agreement: TCFTA) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
ด้วยเป้าหมายร่วมกันในการขยายมูลค่าการค้าและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยได้หารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของชิลี ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีและการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม พ.ศ. 2568 การหารือดังกล่าวมุ่งแสวงหาโอกาสในการขยายมูลค่าทางการค้า ควบคู่กับการผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน และการขับเคลื่อนกรอบเศรษฐกิจชีวภาพ–หมุนเวียน–สีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Economy) ตามศักยภาพของแต่ละประเทศ
ในบริบทดังกล่าว ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานสะอาดและการลงทุนสีเขียว พร้อมทั้งเปิดรับความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการยกระดับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตลอดจนสตาร์ทอัพ เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างยั่งยืน อันเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เบื้องต้นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ของการขยายตลาดข้าวไทย ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจกลาง–ตะวันตก สู่ตลาดชิลี โดยพิจารณาปัจจัยสนับสนุนทั้งในระดับโครงสร้างนโยบายและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนข้อจำกัดและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
1) ว่าด้วยมาตรการความร่วมมือความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี (Thailand-Chile Free Trade Agreement: TCFTA)
ความตกลงการค้าเสรีไทย–ชิลี (TCFTA) เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบทวิภาคีที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเปิดเสรีทางการค้า การลดอุปสรรคทางภาษีและมิใช่ภาษี ตลอดจนยกระดับความร่วมมือด้านการลงทุนและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยสาระสำคัญของมาตรการภายใต้ความตกลงสามารถสรุปได้ดังนี้
- การลดและยกเลิกภาษีศุลกากร
ความตกลงกำหนดให้ทั้งสองประเทศทยอยลดและยกเลิกอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงร่วมกัน โดยมีการกำหนดบัญชีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นหรือมีระยะเวลาปรับตัวพิเศษในกรณีที่เป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหว - กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin)
กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าสินค้าใดมีแหล่งกำเนิดจากไทยหรือชิลี สินค้านั้น (ส่วนใหญ่) จะได้รับการยกเว้นภาษีร้อยละ 0 ทันที หรือภายใน 5-10 ปี ภายใต้หลักการสินค้าต้องมีแหล่งกำเนิดจากไทย ที่ผลิตหรือแปรรูปได้มาตรฐาน (Rules of Origin : ROO) และหลักฐานรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O) - มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) และอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT)
มีการกำหนดกลไกความร่วมมือเพื่อส่งเสริมความโปร่งใส การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการลดอุปสรรคที่ไม่จำเป็นต่อการค้า โดยยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค สุขภาพมนุษย์ สัตว์ และพืช - การอำนวยความสะดวกทางการค้าและพิธีการศุลกากร
สนับสนุนการปรับปรุงกระบวนการศุลกากร การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาในการนำเข้า–ส่งออก - ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน
แม้ TCFTA จะเน้นการเปิดเสรีด้านการค้าเป็นหลัก แต่ยังเปิดช่องทางให้เกิดความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพร่วมกัน เช่น เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว กล่าวคือ ประเทศชิลีสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ โดยการเปิดตลาดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนและถือหุ้นได้ร้อยละ 100 ในการส่งเสริมโอกาสทางการค้าและการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการสนับสนุนให้หน่วยงานการลงทุนของประเทศชิลี อย่าง InvestChile เป็นช่องทางให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศติดต่อประสานงานได้โดยตรง
โดยภาพรวม TCFTA จึงเป็นกลไกเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนให้การค้าระหว่างไทย–ชิลีมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และเอื้อต่อการขยายตลาดสินค้าไทยไปสู่ภูมิภาคลาตินอเมริกา อย่างไรก็ตามการเข้าถึงหน่วยงานการลงทุนนี้ ก็ยังเป็นไปได้ยาก หากไม่มีช่องทางการสนับสนุนการเข้าถึงของภาครัฐไทย เนื่องจากภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการท้องถิ่นมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ หรือรายละเอียดบางอย่างอาจเข้าใจได้ยากและไม่ชัดเจน เนื่องจากความแตกต่างทางภาษา ระเบียบข้อบังคับ กฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียประโยชน์บางอย่างไปโดยปริยาย
2) ศักยภาพและปัจจัยสนับสนุนข้าวไทยจากระเบียงเศรษฐกิจกลาง–ตะวันตกต่อการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย–ชิลี
2.1 ปัจจัยสนับสนุนจากลักษณะของสินค้า “ข้าว”
ตลาดข้าวของประเทศชิลีมีลักษณะพึ่งพาการนำเข้าเป็นสำคัญ โดยเฉพาะข้าวขาวจากประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา ตลอดจนประเทศคู่ค้าในกรอบความตกลงการค้าเสรี อาทิ อาร์เจนตินา อุรุกวัย บราซิล อินเดีย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โครงสร้างดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญข้อจำกัดเชิงการแข่งขันทั้งในด้านส่วนแบ่งตลาดและต้นทุนการขนส่งที่สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้าหลักของชิลีในภูมิภาคเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของข้าวไทยมิได้จำกัดอยู่เพียงตลาดข้าวขาวทั่วไป หากยังรวมถึงข้าวแปรรูป ข้าวคุณภาพพิเศษ และข้าวที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ซึ่งสามารถสร้างความแตกต่างเชิงคุณค่า (value differentiation) ในตลาดได้ ข้อมูลการส่งออกในปี พ.ศ. 2567 สะท้อนว่าไทยส่งออกข้าวนึ่ง (Parboiled rice) ไปยังตลาดชิลีในสัดส่วนร้อยละ 89.05 รองลงมาคือข้าวหอมมะลิไทยร้อยละ 8.25 รวมทั้งข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว และข้าวกล้อง แสดงให้เห็นว่าตลาดชิลีมิได้จำกัดการบริโภคอยู่เพียงข้าวขาวมาตรฐาน หากยังเปิดรับสินค้าข้าวที่มีลักษณะเฉพาะด้านคุณภาพและกระบวนการผลิต
นอกจากนี้ แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในชิลีที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพมากขึ้น อาจเอื้อต่อการขยายตลาดข้าวเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวของไทย โดยเฉพาะข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวปรุงสำเร็จหลากหลายรสชาติ และสายพันธุ์ข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ปัจจัยดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคที่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพและคุณประโยชน์มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ในเชิงโครงสร้างการพัฒนา การยกระดับมาตรฐานข้าวไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล การส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่า และการผลักดันข้าวคุณภาพภายใต้กรอบเศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economy) ถือเป็นกลไกสำคัญในการขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้การพัฒนาเกษตรกรรมในพื้นที่เดิมให้ก้าวสู่เกษตรกรรมปลอดภัย และอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคกลาง–ภาคตะวันตก สามารถสนับสนุนการใช้ประโยชน์จาก TCFTA ได้อย่างเป็นรูปธรรม
2.2 ปัจจัยสนับสนุนจากบริบทการส่งเสริมภายในประเทศ
2.2.1 ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ปี พ.ศ. 2568 ขยายตัวร้อยละ 1.2 ชะลอลงจากไตรมาสที่ 2 ซึ่งขยายตัวร้อยละ 2.8 โดยการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงขยายตัว ขณะที่การส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัว ในระดับสาขาการผลิตพบว่าภาคการขายส่ง–ขายปลีกขยายตัว แต่ภาคเกษตรกรรม ที่พักและบริการอาหาร ขนส่งและคลังสินค้า รวมถึงภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง มีแนวโน้มชะลอตัวหรือปรับลดลง
แม้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรลดลงตามดัชนีราคาส่งออก แต่ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นตามความต้องการในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ตลาดข้าวสำคัญบางแห่ง เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ และอิรัก มีมูลค่าส่งออกลดลงจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นภายหลังการกลับมาส่งออกของผู้ผลิตรายสำคัญ และมาตรการทางภาษีนำเข้า ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงทางตลาดสู่ภูมิภาคใหม่ เช่น ลาตินอเมริกา จึงมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์
การสนับสนุนเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะผ่านการเบิกจ่ายงบลงทุน การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การดูแลภาคการเกษตร ตลอดจนการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าเกษตรรวมถึงข้าวไทย
2.2.2 บริบทเศรษฐกิจระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง–ตะวันตก (Central–Western Economic Corridor: CWEC)
ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง–ตะวันตก (CWEC) ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา นครปฐม สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี มีบทบาทเป็นพื้นที่เป้าหมายในการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม (First S-Curve) สู่อุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม (New S-Curve) โดยเฉพาะด้านเกษตรและอาหารแปรรูป
พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานการผลิตข้าวสำคัญของประเทศ ทั้งข้าวพันธุ์ทั่วไปและพันธุ์พื้นเมืองที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ เช่น พันธุ์กข 31 กข 41 กข 43 ข้าวหอมมะลิ 105 พันธุ์ปทุมธานี ตลอดจนพันธุ์ท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด อาทิ พันธุ์อยุธยา 1 ข้าวหอมนครชัยศรี ข้าวเจ้าหอมสุพรรณบุรี และข้าวหอมมะลิจากกาญจนบุรี ศักยภาพด้านความหลากหลายของสายพันธุ์จึงเป็นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาสินค้าที่มีความแตกต่างเชิงคุณภาพและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การผลิตข้าวในพื้นที่ดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ราคาผลผลิตที่ผันผวนและถูกกดจากกลไกตลาด ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากค่าแรงและปัจจัยการผลิต ตลอดจนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติตามฤดูกาลที่รุนแรงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อทั้งคุณภาพและปริมาณผลผลิต
ด้วยเหตุนี้ การส่งเสริมเศรษฐกิจของระเบียงฯ จึงควรมุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การแปรรูปเพิ่มมูลค่า การพัฒนามาตรฐาน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง TCFTA สามารถเกิดผลในเชิงโครงสร้างและสร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างแท้จริง
3) ข้อท้าทายในการส่งออกข้าวแปรรูปและข้าวพื้นเมืองไปยังประเทศชิลี
แม้การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย–ชิลีจะเปิดโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรของไทย แต่การส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถบริโภคได้และมีอายุการเก็บรักษาจำกัด ยังคงเผชิญเงื่อนไขและข้อกำหนดจำนวนมาก ซึ่งอาจขัดแย้งกับโครงสร้างการผลิตและศักยภาพของผู้ประกอบการภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางธุรกิจ และลดแรงจูงใจในการลงทุนเพื่อการส่งออกระยะยาว
ข้อจำกัดดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะสินค้าข้าว หากสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งในระดับกระบวนการผลิต มาตรฐานสินค้า ต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนความเสี่ยงด้านตลาดและการขนส่งระหว่างประเทศ ความท้าทายเหล่านี้สามารถพิจารณาได้ในสองมิติสำคัญ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างการผลิตภายในประเทศ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างการค้าต่างประเทศ
3.1 ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างด้านการผลิตภายในประเทศ
ประการแรก คุณภาพผลผลิตข้าวในแต่ละรอบการเพาะปลูกยังมีความไม่สม่ำเสมอ และในบางกรณีไม่สามารถรักษามาตรฐานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดต่างประเทศได้ โดยเฉพาะมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารในระดับสูง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสินค้าประเภทข้าวแปรรูปและข้าวเพื่อสุขภาพ
ประการที่สอง ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ส่วนใหญ่ยังขาดเทคโนโลยีการผลิตและเครื่องจักรที่ทันสมัยซึ่งเหมาะสมกับประเภทสินค้าและปริมาณการผลิต อีกทั้งกำลังการผลิตที่จำกัดทำให้ไม่เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ
ประการที่สาม สินค้าข้าวไทยบางส่วนยังขาดการพัฒนาอัตลักษณ์ด้านการออกแบบ บรรจุภัณฑ์ และภาพลักษณ์เชิงแบรนด์ที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคต่างชาติ นอกจากนี้ กระบวนการด้านเอกสารเพื่อการส่งออกมีความซับซ้อน หลายขั้นตอน และมีต้นทุนสูง ขณะที่มาตรการจูงใจด้านการส่งออกจากภาครัฐยังไม่เพียงพอต่อการลดภาระความเสี่ยงของผู้ประกอบการ
3.2 ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างด้านการค้าต่างประเทศ
ในระดับการค้าระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับกฎระเบียบและเงื่อนไขทางการค้า เช่น ขั้นตอนการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลง FTA การขอใบรับรองมาตรฐานที่กำหนดโดยประเทศผู้นำเข้า ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนและกฎหมายภาษีที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ
นอกจากนี้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนการส่งออกยังมีข้อจำกัด ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายเพื่อการหาคู่ค้า การจัดตั้งช่องทางจำหน่ายในต่างประเทศ และต้นทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่กล้ารับความเสี่ยงในการพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
อีกทั้ง การขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดต่างประเทศและแนวโน้มอุตสาหกรรม รวมถึงข้อจำกัดด้านภาษาและความแตกต่างทางวัฒนธรรม เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารและการเจรจาทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เอกสารแนะนำหรือคู่มือเกี่ยวกับตลาดเป้าหมายมักจัดทำเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีฉบับภาษาไทย และยังขาดหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงหรืออำนวยความสะดวกในการติดต่อประสานงานอย่างเป็นระบบ
กล่าวโดยสรุป แม้ข้าวแปรรูปและข้าวพื้นเมืองจากระเบียงเศรษฐกิจกลาง–ตะวันตกจะมีศักยภาพในการขยายตลาดไปยังประเทศชิลีภายใต้กรอบความตกลง TCFTA แต่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติจำเป็นต้องพิจารณาและแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทั้งในระดับการผลิตและการค้าระหว่างประเทศควบคู่กันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
4) ข้อเสนอะแนะเชิงนโยบาย
การส่งเสริมการส่งออกข้าวแปรรูปและข้าวพื้นเมืองของไทยไปยังประเทศชิลีควรดำเนินการบนฐานของการเสริมความเข้มแข็งให้แก่แหล่งผลิตสำคัญ โดยเริ่มจากระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง–ตะวันตก และขยายมาตรการสนับสนุนไปยังแหล่งผลิตทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ แนวทางเชิงนโยบายควรมุ่งเน้นการลดความเสี่ยง เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างความพร้อมของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
- ภาครัฐควรส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการผลิต อาทิ การสนับสนุนสหกรณ์การเกษตร กลุ่มผู้ผลิต–แปรรูปสินค้า และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการจัดการคุณภาพ มาตรฐาน ต้นทุน และการตลาดร่วมกัน
- ควรพัฒนากลไกการประเมินราคาและการประกันความเสี่ยงของผลผลิต เพื่อรองรับความผันผวนของราคาและความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและภาวะตลาดโลก ทั้งนี้ กลไกดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการลงทุนในกระบวนการเพิ่มมูลค่า เช่น การแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
- ภาครัฐควรสนับสนุนกลไกการบริหารจัดการและการเข้าถึงทุนในภาคเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาแนวทางการเพิ่มช่องทางสินเชื่อ การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินภาครัฐที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการรายย่อย และ/หรือการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนามาตรฐาน การทดสอบคุณภาพ การขอการรับรอง และต้นทุนเริ่มต้นของการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
- ควรส่งเสริมมาตรการจูงใจการลงทุนของนักลงทุนไทยและต่างชาติในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคกลาง–ตะวันตก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและการแปรรูป ตลอดจนการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูปให้เข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างการผลิตที่ตอบสนองต่อมาตรฐานสากลและความต้องการเฉพาะของตลาดเป้าหมาย
- ภาครัฐควรสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือและเครื่องจักรเฉพาะกลุ่มที่สอดคล้องกับลักษณะของการผลิตในภาคเกษตรกรรมแต่ละประเภท เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการควบคุมคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ การสนับสนุนเทคโนโลยีควรคำนึงถึงความเหมาะสมกับขนาดการผลิตและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs
- ควรผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้ก้าวสู่สินค้า “คุณภาพสูง มูลค่าสูง” หรือสินค้าแบบพรีเมียม (premium) ที่สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคปัจจุบัน โดยเฉพาะสินค้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีความโดดเด่นด้านรสชาติ และมีอัตลักษณ์เฉพาะ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์สินค้าไทยในภาพรวม (national brand) เพื่อยกระดับการรับรู้และความเชื่อมั่นในตลาดต่างประเทศ โดยการดำเนินนโยบายควรครอบคลุมเป้าหมายการเติบโตด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนควบคู่กัน
นอกจากการพัฒนาด้านการผลิตและการลงทุนแล้ว การเตรียมความพร้อมของธุรกิจส่งออกทั่วประเทศยังเป็นประเด็นสำคัญ โดยควรส่งเสริมทักษะทางภาษาและการสื่อสารสำหรับการค้าระหว่างประเทศ และจัดให้มีหน่วยงานกลางที่สามารถทำหน้าที่ประสานความเข้าใจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับประเทศคู่ค้า เพื่อลดข้อจำกัดด้านภาษาและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน ควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลกฎระเบียบและข้อปฏิบัติของประเทศชิลีหรือประเทศเป้าหมายอื่น ๆ อย่างถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น ระบบติดต่อโดยตรง เว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ การสัมมนา รายการโทรทัศน์ และการเปิดโอกาสให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมการค้า
ในเชิงการตลาดระหว่างประเทศ ภาครัฐควรใช้กลไกการเจรจาและความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น การจัดกิจกรรม business matching ผ่านงานแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป เพื่อร่วมยกระดับการส่งออกข้าวแปรรูปและข้าวพื้นเมืองให้มีมูลค่าเพิ่มและแข่งขันได้
ท้ายที่สุด การเข้าถึงและความเข้าใจกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสำเร็จของการส่งออก ภาครัฐจึงควรจัดให้มีข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลา และสามารถใช้งานได้จริง พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรวดเร็ว สะดวก และลดต้นทุนของผู้ประกอบการ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

