นโยบาย BRICS และ OECD กับภาคเกษตรไทย: การสร้างสมดุลแห่งโอกาสและรับมือ  ความท้าทาย

1. การเปิดการประชุมและเกริ่นนำภาพรวม

โดย: รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม

การประชุม Policy Dialogue ครั้งที่ 2 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “นโยบาย BRICS และ OECD กับภาคเกษตรไทย: การสร้างสมดุลแห่งโอกาสและรับมือความท้าทาย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงนโยบายเกี่ยวกับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก และผลกระทบต่อภาคเกษตรไทย ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ

รศ.ดร.ปุ่นกล่าวเปิดเวทีด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า การประชุมในวันนี้ถือเป็นเวทีสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือที่สั่งสมมายาวนานระหว่างเครือข่ายนโยบายเศรษฐกิจระดับชาติและหน่วยงานด้านการพัฒนาเชิงพื้นที่ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่หลายปีก่อนภายใต้แนวคิด “Economic Development” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่พิเศษ (Special Economic Development Zone) และการยกระดับขีดความสามารถของภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทยให้สามารถเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน

เขาอธิบายว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายการพัฒนาประเทศไทยมีลักษณะ “การเติบโตแบบกระจุกตัว” โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขณะที่พื้นที่ส่วนภูมิภาคกลับเผชิญข้อจำกัดทางโครงสร้าง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และขีดความสามารถในการแข่งขันของแรงงานและผู้ประกอบการ ซึ่งทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคยังคงดำรงอยู่

รศ.ดร.ปุ่นเน้นย้ำว่า การเข้าสู่ “ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน” หรือ Transformation Age ของระบบเศรษฐกิจโลก ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับ “กรอบความคิดเชิงนโยบาย” จากการพัฒนาแบบส่วนกลาง (Centralized Development) ไปสู่การพัฒนาแบบบูรณาการเชิงพื้นที่ (Integrated Territorial Development) ที่คำนึงถึงทุนทางภูมิศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคของ “การช่วงชิงอำนาจนำทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี” (Economic and Technological Contestation) ระหว่างสองขั้วหลัก คือ กลุ่มประเทศตะวันตก ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ กับ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่รวมตัวกันภายใต้กรอบ BRICS ซึ่งประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ การแข่งขันดังกล่าวไม่เพียงเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อน “การต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่จะกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลกในอีก 5–10 ปีข้างหน้า

รศ.ดร.ปุ่นชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้ไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง (middle-power economy) ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ในการวางสมดุลระหว่างการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตระดับโลก (Global Supply Chain) กับการธำรงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเอง รศ.ดร.ปุ่นใช้คำเปรียบเปรยว่า “ถ้าจีนคือมังกร อเมริกาคืออินทรี แล้วประเทศไทยคือใคร?”

คำถามนี้สะท้อนความกังวลว่า ไทยอาจกลายเป็นเพียง “ผู้รับผลกระทบ” จากการแข่งขันของมหาอำนาจ หากไม่สามารถสร้างฐานเศรษฐกิจและนโยบายเชิงรุกของตนเองได้

รศ.ดร.ปุ่นเสนอให้ที่ประชุมมองเห็น “สองสถานการณ์หลักของไทย” ในอนาคต

  1. Strong Thailand Scenario: หากประเทศสามารถสร้างระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ลงทุนอย่างมีทิศทาง และเสริมขีดความสามารถทางเทคโนโลยี ไทยจะสามารถยืนอยู่ในฐานะ “ประเทศที่เข้มแข็ง” ภายในภูมิภาคได้
  2. Weak Thailand Scenario: หากความสามารถเชิงนโยบายและการจัดการเชิงพื้นที่ยังจำกัด ประเทศอาจถดถอยลงสู่ภาวะเปราะบาง (Vulnerable State) ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม

จากการนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ รศ.ดร.ปุ่นชี้ว่า การลงทุนภาครัฐในพื้นที่ที่มีประชากรระดับ 2–5 ล้านคนจะให้ผลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการกระจายงบประมาณอย่างเท่ากันทุกจังหวัด เขาเสนอให้รัฐใช้ “หลักการเลือกลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investment Focus)” โดยอิงกับศักยภาพทางธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐาน และทุนทางสังคมของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุดในเชิงระบบ

นอกจากนี้ รศ.ดร.ปุ่นยังกล่าวถึงบทบาทของ “ทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคม” (Cultural & Social Capital) ว่าเป็นต้นทุนที่สำคัญไม่แพ้ทุนทางกายภาพ เพราะสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนมีเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง และมีแนวคิดเรื่องการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเอง

ในช่วงท้าย รศ.ดร.ปุ่นย้ำว่าภาคเกษตรยังคงเป็น “หัวใจของการพัฒนาเชิงพื้นที่” และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความสมดุลระหว่าง Inclusiveness (ความทั่วถึง) และ Competitiveness (ความสามารถในการแข่งขัน) เขาระบุว่า แม้กลุ่มทุนขนาดใหญ่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการทำให้เกษตรกรฐานรากกว่า 40% ของประเทศสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในระบบเศรษฐกิจโลกใหม่

2. บรรยายพิเศษ: “นโยบาย BRICS และ OECD กับภาคเกษตรไทย”

โดย: คุณหิรัญญา สระสม

คุณหิรัญญา สระสมเปิดการบรรยายด้วยการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระหว่างสองกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับโลก คือ กลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) กับ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยเน้นให้เห็นทั้ง บทบาท โอกาส และความท้าทาย ที่กรอบทั้งสองอาจสร้างขึ้นต่อทิศทางนโยบายการเกษตรของไทยในระยะต่อไป

1. BRICS: โอกาสทางการค้าและการแข่งขันเชิงโครงสร้าง

คุณหิรัญญาระบุว่า BRICS กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะ “กลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่” ที่มีอิทธิพลสูงในระบบการค้าโลก โดยมีประชากรรวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกทั้งหมด จึงเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่และหลากหลายศักยภาพ

ไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมที่มีการส่งออกสินค้าเกษตรในหลายหมวด เช่น ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก ย่อมมีทั้ง โอกาสและความเสี่ยง หากเข้าร่วมความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS ดังนี้

  1. โอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตร
    • การเป็นสมาชิกหรือพันธมิตรกับ BRICS จะเปิดโอกาสให้ไทยเข้าถึงตลาดผู้บริโภคใหม่ ๆ โดยเฉพาะในเอเชียใต้ ลาตินอเมริกา และแอฟริกา ซึ่งมีอัตราการเติบโตของประชากรและการบริโภคสูง
    • ไทยสามารถใช้ช่องทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการเกษตร การค้าข้ามพรมแดน และการลงทุนร่วม เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร
  2. ความท้าทายด้านการแข่งขันและมาตรการทางการค้า
    • กลุ่มประเทศ BRICS หลายประเทศเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก เช่น อินเดียเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ บราซิลเป็นผู้นำด้านถั่วเหลือง น้ำตาล และเนื้อสัตว์
    • การเข้าร่วม BRICS อาจก่อให้เกิด “การแข่งขันภายในกลุ่ม” (Intra-BRICS Competition) ซึ่งอาจทำให้ไทยต้องเผชิญแรงกดดันด้านราคา โดยเฉพาะในตลาดที่สินค้าของไทยและประเทศสมาชิกอื่นมีความใกล้เคียงกัน
  3. ประเด็นมาตรการภาษีและแรงกดดันจากประเทศตะวันตก
    • คุณหิรัญญายกตัวอย่างกรณีที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศผ่านสื่อว่า หากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก BRICS สหรัฐฯ อาจเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยเพิ่มขึ้นอีก 10% โดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งสะท้อนแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ไทยต้องคำนึงถึง
    • การเคลื่อนไหวของไทยในเวที BRICS จึงไม่เพียงเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวพันกับ “สมดุลเชิงภูมิรัฐศาสตร์” ที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์กับพันธมิตรตะวันตก
  4. ความไม่สอดคล้องของมาตรฐานและกติกาภายในกลุ่ม
    • แม้ BRICS จะมีเป้าหมายร่วมในการลดการพึ่งพาระบบการเงินตะวันตก แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละประเทศยังคงมี “นโยบายภาษี มาตรฐานสินค้า และกลไกควบคุมภายใน” ที่แตกต่างกันอย่างมาก
    • การเจรจาความร่วมมือของไทยกับ BRICS จึงต้องพิจารณาความหลากหลายทางนโยบายและบริบททางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างรอบคอบ

คุณหิรัญญาสรุปว่า การเข้าร่วมในกรอบ BRICS สำหรับไทยจึงเปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ที่ให้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากรัฐสามารถออกแบบนโยบายการผลิตและการตลาดที่ยืดหยุ่นได้ ก็จะเป็นจังหวะทองในการขยายฐานตลาดสินค้าเกษตร แต่หากขาดการเตรียมพร้อมด้านมาตรฐานและกลไกคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร ก็อาจเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันและความผันผวนของตลาดโลก

2. OECD: มาตรฐานสูง ความโปร่งใส และการผลิตที่ยั่งยืน

ในส่วนของ OECD คุณหิรัญญาอธิบายว่า องค์การนี้ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางความร่วมมือด้านนโยบายเศรษฐกิจ” ระหว่างประเทศสมาชิกที่มีระดับการพัฒนาสูง โดยมุ่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแลภาครัฐและภาคเอกชนในทุกมิติ

ประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการเตรียมเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ซึ่งมี คณะกรรมาธิการหลัก 25 คณะ ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา แรงงาน สิ่งแวดล้อม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คณะกรรมาธิการด้านการเกษตรและประมง” ที่มีการตั้งคณะทำงานย่อย 4 ด้าน ได้แก่

  • คณะทำงานด้านนโยบายการผลิตและการตลาดเกษตร
  • คณะทำงานด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
  • คณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมทางการเกษตร
  • คณะทำงานด้านการพัฒนาเกษตรยั่งยืนตามหลัก ESG

คุณหิรัญญาชี้ว่า หากไทยเข้าร่วม OECD เต็มรูปแบบ ภาคเกษตรไทยจะต้องปรับตัวในหลายมิติ ได้แก่

  1. การยกระดับมาตรฐานการผลิต
    ต้องลดการใช้สารเคมีในกระบวนการเกษตร ห้ามการเผาพื้นที่เกษตร และจัดการปัญหาฝุ่นควันอย่างเข้มงวด รวมถึงต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability System) ที่โปร่งใส
  2. ความรับผิดชอบต่อแรงงานและสิทธิมนุษยชน
    อุตสาหกรรมอาหารทะเลและการแปรรูปสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมาก จะต้องผ่านการตรวจสอบตามหลักแรงงานสากล เพื่อให้สามารถส่งออกไปยังตลาดยุโรปและอเมริกาได้อย่างต่อเนื่อง
  3. การแข่งขันในตลาดเปิดเสรี
    การเป็นสมาชิก OECD จะทำให้ตลาดสินค้าเกษตรเปิดกว้างขึ้น ไทยต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าคุณภาพสูงจากประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา เนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ซึ่งมีเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำหน้าและต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า
  4. การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
    OECD ให้ความสำคัญกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการลดการปล่อยคาร์บอนในทุกภาคส่วน ซึ่งหมายความว่าไทยต้องปรับระบบการผลิตเกษตรให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

คุณหิรัญญาสรุปว่า การเข้าร่วม OECD ไม่ใช่เพียงเรื่อง “การเปิดตลาด” แต่คือ “การปฏิรูประบบการผลิต” ให้เท่าทันมาตรฐานสากล ทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยคุณหิรัญญาย้ำว่า “OECD จะเป็นบททดสอบสำคัญของไทย ว่าเราสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโปร่งใส ยั่งยืน และมีมาตรฐานเทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้วได้หรือไม่”

3. สรุปเปรียบเทียบ: สมดุลระหว่างโอกาสและความท้าทาย

คุณหิรัญญาสรุปในช่วงท้ายว่า ไทยควรใช้จุดแข็งของทั้งสองกรอบความร่วมมืออย่างมียุทธศาสตร์

  • จาก BRICS ไทยสามารถดึงโอกาสทางการค้าและตลาดผู้บริโภค
  • จาก OECD ไทยสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืน

การผสมผสานระหว่าง “ตลาดใหม่” และ “มาตรฐานสูง” จึงจะนำไปสู่ สมดุลแห่งโอกาส (Balance of Opportunities) ที่เป็นเป้าหมายของการประชุมในครั้งนี้ ดังคำพูดที่คุณหิรัญญาทิ้งท้ายว่า “สิ่งสำคัญไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการเลือกเส้นทางพัฒนา ที่ทำให้เกษตรกรไทยอยู่รอดในระบบโลกใหม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี” 

3. บรรยายกรณีศึกษา: “โกโก้จังหวัดน่าน: พืชเศรษฐกิจใหม่และบทเรียนเชิงนโยบาย”

โดย: ศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน

ดร.ธัญศิภรณ์เปิดการบรรยายด้วยการตั้งคำถามสำคัญว่า “ในภาวะที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง และตลาดสินค้าเกษตรโลกมีความผันผวนสูง ภาคเกษตรไทยจะปรับตัวอย่างไรให้รอดและยั่งยืน?”

เธอกล่าวว่า จังหวัดน่านซึ่งเป็นพื้นที่วิจัยและพัฒนาของตน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาถูกมองว่าเป็น “จุดเปราะบางทางสิ่งแวดล้อม” เนื่องจากมีปัญหาการบุกรุกป่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยว และความยากจนเชิงโครงสร้าง แต่ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ก็มีศักยภาพมหาศาลในเชิงภูมิอากาศ ดิน และทุนทางสังคม ซึ่งสามารถพลิกเป็น “ต้นแบบของเศรษฐกิจเกษตรยั่งยืน” ได้ หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม

1. จากพื้นที่ปัญหาสู่พื้นที่โอกาส: จุดเริ่มต้นของโกโก้คลัสเตอร์น่าน

ดร.ธัญศิภรณ์อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของการทำงานในพื้นที่เกิดจาก “วิกฤตการพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยว” โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรเผชิญทั้งความผันผวนด้านราคาและปัญหาฝุ่นควันจากการเผาไร่ จนนำไปสู่การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก

เมื่อทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเข้าไปสำรวจพื้นที่ ได้พบว่ามีเกษตรกรจำนวนหนึ่งเริ่มทดลองปลูกโกโก้จากสายพันธุ์ต่างประเทศ แต่ยังขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์และระบบตลาดที่ชัดเจน ดร.ธัญศิภรณ์จึงเริ่มต้นพัฒนา “ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจของโกโก้” (Cocoa Ecosystem) ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเน้น “การเรียนรู้ร่วมกัน” ระหว่างเกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และเอกชน

ดร.ธัญศิภรณ์กล่าวว่า “การจะทำให้พืชชนิดหนึ่งกลายเป็นเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่เรื่องของการปลูก แต่คือการสร้างระบบความรู้และโครงสร้างรองรับที่ครบวงจร”

2. ความท้าทายเชิงเทคนิคและระบบตลาด

ดร.ธัญศิภรณ์เล่าด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า ปัญหาหลักของเกษตรกรน่านไม่ใช่ “ขาดความตั้งใจ” แต่คือ “ขาดระบบและความรู้” ตัวอย่างเช่น การเก็บเกี่ยวและการหมักผลผลิตยังทำไม่ถูกวิธี เพราะส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิ ความชื้น และระยะเวลาในการหมัก ส่งผลให้เมล็ดโกโก้คุณภาพต่ำ ไม่สามารถใช้ทำช็อกโกแลตระดับพรีเมียมได้

ดร.ธัญศิภรณ์ยกตัวอย่างว่า ผลผลิตโกโก้ที่เกษตรกรขายได้กว่า 80% ไม่สามารถนำไปผลิตสินค้าคุณภาพสูงได้ เนื่องจากกระบวนการหมักและการตากไม่ถูกต้อง เมล็ดที่ได้จึงมีรสเปรี้ยว กลิ่นไหม้ หรือมีเชื้อรา ทำให้ต้องขายในราคาต่ำกว่าเกณฑ์

นอกจากนี้ ตลาดในประเทศยังไม่เข้มแข็งพอ ขณะที่ตลาดโลกถูกควบคุมโดยประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในแอฟริกา เช่น ไอวอรีโคสต์และกานา ซึ่งมีระบบสหกรณ์เข้มแข็งและได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ดร.ธัญศิภรณ์จึงชี้ว่า หากไทยจะเข้าสู่ตลาดโลกได้ ต้องสร้าง “คลัสเตอร์การผลิตโกโก้” ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแปรรูปและระบบโลจิสติกส์อย่างแท้จริง

3. การสร้างคลัสเตอร์และความร่วมมือข้ามภาคส่วน

ดร.ธัญศิภรณ์เล่าถึงการพัฒนา “โกโก้คลัสเตอร์น่าน” ว่าเริ่มต้นจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะเกษตรและคณะวิทยาศาสตร์ของจุฬาฯ กับเกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานรัฐและเอกชนที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างต้นแบบ “ระบบนิเวศเกษตรอัจฉริยะ” (Agro-Intelligent Ecosystem)

ดร.ธัญศิภรณ์อธิบายว่า คลัสเตอร์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “เครือข่ายของผู้ผลิต” แต่คือ “พื้นที่ทดลองเชิงนโยบาย” (Policy Sandbox) ที่ทดสอบการบูรณาการระหว่างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการผลิต และเศรษฐกิจฐานราก

ในช่วงแรก โครงการได้รับความร่วมมือจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ในการสนับสนุนการลงทุนด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยี รวมถึง นักลงทุนภาคเอกชน ที่มองเห็นศักยภาพของตลาดโกโก้ไทยในอนาคต ดร.ธัญศิภรณ์ระบุว่า “ภาคเอกชนเริ่มเชื่อมั่นมากขึ้น เมื่อเห็นว่ามีระบบความรู้รองรับ มีการอบรม มีการควบคุมคุณภาพ และมีการสร้างแบรนด์ร่วมกัน”

ดร.ธัญศิภรณ์ใช้คำว่า “เราต้องเปลี่ยนจาก เกษตรกร ไปเป็น อุตสาหกรรมเกษตร” หมายถึงการขยับจากการผลิตแบบรายบุคคลไปสู่การจัดการแบบกลุ่มที่มีมาตรฐานเดียวกันเช่นสหกรณ์เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับตลาดและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันแม้ว่าคำว่าสหกรณ์จะมีภาพจำว่าไม่โปร่งใส แต่เราสามารถทำให้มันกลับมามีชีวิตได้ ผ่านการจัดการแบบโปร่งใส ร่วมมือกัน และมีระบบตรวจสอบได้จริง

4. บทเรียนจากคลัสเตอร์โกโก้: จากห้องทดลองสู่ระบบเศรษฐกิจจริง

ดร.ธัญศิภรณ์อธิบายว่า การดำเนินงานของคลัสเตอร์โกโก้ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในสามระดับ ได้แก่

  1. ระดับปัจเจก (Individual Level): เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20–30% ต่อปี เมื่อเปลี่ยนจากการขายผลสดเป็นการแปรรูปเมล็ดหมักคุณภาพสูง
  2. ระดับชุมชน (Community Level): เกิดสหกรณ์โกโก้น่านที่มีระบบบริหารจัดการตนเอง และสามารถทำสัญญาร่วมกับบริษัทเอกชนโดยตรง
  3. ระดับระบบนิเวศ (Ecosystem Level): เกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และเอกชน เช่น การจัดตั้ง “ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น” สำหรับการหมักโกโก้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีต้นแบบของประเทศ

เธอย้ำว่าความสำเร็จของโครงการไม่ได้มาจากงบประมาณมาก แต่เกิดจาก “ความเข้าใจในบริบทพื้นที่” และ “ความเชื่อใจระหว่างภาคส่วน” ซึ่งเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาเชิงนโยบาย

5. ความเชื่อมโยงเชิงนโยบาย: BRICS, OECD และเศรษฐกิจเกษตรไทย

ดร.ธัญศิภรณ์เชื่อมโยงบทเรียนจากน่านเข้ากับประเด็นระดับโลก โดยชี้ว่า หากไทยต้องการก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ภายใต้กรอบ BRICS หรือ OECD ต้องเริ่มจาก “พื้นที่ต้นแบบที่ยืดหยุ่น” เช่น โครงการโกโก้น่าน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานโลกโดยไม่ทิ้งรากฐานชุมชน

ดร.ธัญศิภรณ์อธิบายว่า BRICS เปิดโอกาสให้ไทยเชื่อมต่อกับตลาดใหม่ เช่น จีน อินเดีย และรัสเซีย ซึ่งมีความต้องการสินค้าโกโก้และช็อกโกแลตเพิ่มขึ้น ขณะที่ OECD เสนอแนวทางในการพัฒนาเกษตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใสทางแรงงาน การพัฒนาโกโก้ไทยจึงเป็นพื้นที่ “เชื่อมสะพาน” ระหว่างสองโลกนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ธัญศิภรณ์กล่าวสรุปอย่างชัดเจนว่า“เราจะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อเราไม่ใช่เพียงผู้ผลิตวัตถุดิบ แต่เป็นเจ้าของความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่าย”

4. การอภิปรายเปิดฟลอและข้อสรุปเชิงนโยบาย

การอภิปรายในช่วงเปิดฟลอมีความหลากหลายทั้งในมุมมองของภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และผู้แทนองค์กรเกษตร ซึ่งล้วนสะท้อนความพยายามร่วมกันในการหาคำตอบต่อคำถามใหญ่ของการประชุม คือ ประเทศไทยจะสร้างสมดุลระหว่างโอกาสทางเศรษฐกิจในเวทีโลก กับการคุ้มครองความมั่นคงของภาคเกษตรภายในประเทศได้อย่างไร

1. ประเด็นการรวมกลุ่มเกษตรกรและความยั่งยืนของคลัสเตอร์

ผู้แทนจากเครือข่ายภาคเอกชนได้ยกตัวอย่างคลัสเตอร์เกษตรหลายแห่งทั่วประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น คลัสเตอร์โกโก้ คลัสเตอร์มะพร้าว และคลัสเตอร์กาแฟ พร้อมสะท้อนว่า “ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพของเกษตรกร แต่อยู่ที่โครงสร้างสนับสนุน”

ในหลายพื้นที่ เกษตรกรยังต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูง ขาดองค์ความรู้ด้านการตลาด และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเท่าเทียม การจัดตั้ง “คลัสเตอร์” หรือ “เครือข่ายสหกรณ์” จึงไม่เพียงพอ หากไม่มี “กลไกภาคีร่วม” ที่เชื่อมระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐ

ผู้ร่วมอภิปรายท่านหนึ่งกล่าวว่า

“คลัสเตอร์จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมันมีเจ้าภาพร่วมที่ไม่ใช่แค่ภาครัฐ แต่รวมถึงมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนที่ลงทุนจริง”

ประเด็นนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้แทนฝ่ายวิชาการที่เห็นว่า ไทยควรมี Sandbox ด้านเกษตรระดับจังหวัด เพื่อใช้เป็น “ห้องทดลองเชิงนโยบาย” ที่ทดสอบโมเดลใหม่ ๆ ของการผลิตและการตลาดในพื้นที่จริง โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจเกษตรใหม่ เช่น ภาคเหนือ ภาคอีสาน และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC Agro Corridor)

2. การเข้าถึงเทคโนโลยีและความรู้ทางวิทยาศาสตร์

ผู้แทนจากสถาบันการศึกษาและภาคนโยบายชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีเป็นอุปสรรคสำคัญของการยกระดับภาคเกษตรไทย ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในการหมัก (ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมโกโก้หรือกาแฟ) หรือเทคโนโลยีตรวจวัดคุณภาพผลผลิต

หนึ่งในผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่า แม้ประเทศไทยจะมีนักวิจัยและเทคโนโลยีภายในมหาวิทยาลัยจำนวนมาก แต่ “การเชื่อมต่อระหว่างงานวิจัยกับการใช้จริงในพื้นที่ยังเป็นช่องว่างใหญ่ของระบบนโยบายเกษตรไทย”

ผู้ร่วมอภิปรายเสนอว่า ภาครัฐควรจัดตั้ง “กลไกกลางเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตร” (Agricultural Technology Transfer Mechanism) ที่ทำงานเชิงรุกในระดับพื้นที่ โดยอาจอยู่ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงเกษตรฯ สถาบันการศึกษา และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIA) เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเกษตรครบวงจร

3. โครงสร้างตลาดและอำนาจต่อรองของเกษตรกร

ผู้แทนจากภาคธุรกิจเกษตรได้อภิปรายอย่างตรงไปตรงมาว่า “ปัญหาหลักของเกษตรกรไทยในปัจจุบันคือการขาดอธิปไตยทางตลาด” โดยเฉพาะในสินค้าส่งออก เช่น ลำไย ทุเรียน หรือโกโก้ ที่ตลาดโลกถูกกำหนดราคาจากประเทศผู้นำเข้าอย่างจีน

เขาอธิบายว่า “ทุกวันนี้โรงงานหรือบริษัทต่างชาติเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อจากชาวสวน ขณะที่เกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ แม้จะเป็นผู้ผลิตโดยตรงก็ตาม”
ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางรายได้ และบั่นทอนความสามารถในการวางแผนการผลิตในระยะยาว

ข้อเสนอที่ได้รับการเห็นพ้องคือ การจัดตั้ง “ตลาดกลางสินค้าเกษตรคุณภาพสูง” ที่บริหารจัดการโดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างกลไกกำหนดราคาที่เป็นธรรม และส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถขายตรงสู่ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแปรรูปได้โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

4. แรงงานภาคเกษตรและการใช้เครื่องจักรกล

ผู้แทนจากสมาคมอุตสาหกรรมเกษตรเสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “การขาดแคลนแรงงาน” ซึ่งเริ่มกระทบต่ออุตสาหกรรมผลไม้ส่งออกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในภาคตะวันออก เช่น จันทบุรีและระยอง ที่ต้องพึ่งพาแรงงานจากกัมพูชาและลาว

เขาชี้ว่า “ยุทธศาสตร์เครื่องจักรกลเกษตรแห่งชาติ” ฉบับสุดท้ายถูกจัดทำขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 และยังไม่เคยได้รับการปรับปรุงใหม่ แม้บริบททางเทคโนโลยีและแรงงานจะเปลี่ยนไปมากแล้ว

ข้อเสนอของที่ประชุมคือ ควรจัดทำ ยุทธศาสตร์เครื่องจักรกลเกษตรแห่งชาติฉบับใหม่ (National Agro-Mechanization Strategy) เพื่อผลักดันให้ไทยสามารถพัฒนาเครื่องมือทางเกษตรของตนเอง ลดการนำเข้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวผลผลิต เช่น ทุเรียน มะม่วง และโกโก้ ที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว

5. ความสามารถในการมองอนาคตและการจัดการความเสี่ยง

นักวิจัยจากภาคสังคมศาสตร์เสนอว่า สิ่งที่ระบบนโยบายเกษตรไทย “ขาดมากที่สุด” คือ ความสามารถในการมองอนาคต (Foresight Capability) เนื่องจากหน่วยงานต่าง ๆ มักทำงานแยกส่วนและตอบสนองเฉพาะสถานการณ์เฉพาะหน้า ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์แนวโน้มตลาดหรือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ทัน ดังนั้น ไทยควรจัดตั้ง “หน่วยวิจัยด้านอนาคตเกษตร” (Agricultural Futures and Foresight Unit) เพื่อทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์แนวโน้มตลาดโลก และเตือนความเสี่ยงเชิงระบบแก่ภาครัฐและเอกชน

6. การเชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับโลกกับระดับพื้นที่

ผู้แทนจากภาคนโยบายสรุปเชิงเปรียบเทียบว่า การเข้าร่วมในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศอย่าง BRICS และ OECD จะเกิดประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อ “นโยบายระดับโลกสามารถเชื่อมถึงระดับพื้นที่”

BRICS เปิดโอกาสให้ไทยเชื่อมตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ แต่ OECD กำหนดมาตรฐานที่สูงขึ้น ทั้งสองกรอบจึงเป็นเหมือน “แรงผลักและแรงต้าน” ที่ประเทศไทยต้องหาจุดสมดุลระหว่างกัน

เขาเสนอว่า รัฐบาลควรใช้โครงการนำร่องเช่น “คลัสเตอร์โกโก้น่าน” หรือ “Sandbox เกษตรภาคเหนือ” เป็นพื้นที่ทดสอบการเชื่อมโยงนโยบายจากเวทีโลกสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมก่อนการขยายสู่ระดับประเทศ

5. สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายจากการอภิปราย

  1. จัดตั้งกลไก Sandbox เกษตรระดับจังหวัด เพื่อบูรณาการนโยบาย การวิจัย และการลงทุนในพื้นที่จริง โดยใช้รูปแบบคลัสเตอร์เป็นแกนกลาง
  2. ปรับปรุงยุทธศาสตร์เครื่องจักรกลเกษตรแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
  3. พัฒนาโครงสร้างตลาดเกษตรที่เป็นธรรม โดยจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรคุณภาพสูง และระบบรับรองมาตรฐานท้องถิ่นเชื่อมโยงสากล
  4. ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างนวัตกรรมพื้นที่ ด้วยการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และชุมชน
  5. สร้างหน่วยวิจัยด้านอนาคตเกษตร (Foresight Unit) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้เชิงคาดการณ์ และเตรียมความพร้อมต่อวิกฤตภูมิอากาศและตลาดโลก
  6. ยกระดับการเชื่อมโยงระหว่างนโยบาย BRICS และ OECD กับการพัฒนาเกษตรไทย โดยสร้างสมดุลระหว่างโอกาสทางการค้าและมาตรฐานความยั่งยืน