BRICS กับระเบียงเศรษฐกิจไทย: การบูรณาการโอกาส และการจัดการความท้าทาย

การจัดเวทีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่วิเคราะห์องค์ความรู้เชิงยุทธศาสตร์ต่อพลวัตของกลุ่มประเทศ BRICS ในฐานะกลไกสำคัญของระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ และเพื่อประมวลทางเลือกเชิงนโยบายของประเทศไทยในการเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศดังกล่าว โดยเฉพาะในมิติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้งสี่ภาคของประเทศ

การอภิปรายในเวทีได้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานพื้นฐานว่าระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่การปรับโครงสร้างอำนาจจากระบบขั้วเดียว (unipolarity) สู่ความเป็นพหุขั้ว (multipolarity) โดยที่ BRICS มิได้เป็นเพียงกลุ่มพันธมิตรทางเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ หากแต่เป็นความพยายามของ Global South ในการออกแบบสถาปัตยกรรมระหว่างประเทศชุดใหม่ที่ลดการพึ่งพาโครงสร้างเดิมซึ่งกำกับโดย OECD หรือ G7 การขยายสมาชิกภาพของ BRICS การใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างประเทศ การตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนา (New Development Bank) และข้อริเริ่มความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติ ล้วนสะท้อนการสร้าง “อธิปไตยเชิงโครงสร้าง” (structural sovereignty) ที่เป็นทางเลือกใหม่ของโลก

1. การบรรยายหัวข้อ ความคืบหน้าและทิศทางการเชื่อมโยงความร่วมมือในกลุ่มประเทศ BRICS

โดยกระทรวงการต่างประเทศ กองนโยบบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

  • ความเป็นมาและบทบาทของ BRICS

กลุ่มประเทศ BRICS เริ่มต้นขึ้นจากการรวมตัวของสี่ประเทศหลัก ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน ในช่วงแรกก่อนที่จะมีแอฟริกาใต้เข้าร่วมในปี 2010 จนกลายเป็น BRICS อย่างเต็มรูปแบบ ปัจจุบัน BRICS มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นสิบประเทศ รวมถึงอิหร่าน อียิปต์ เอธิโอเปีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย และไทยซึ่งเข้าร่วมในฐานะประเทศหุ้นส่วน (Partner Country) กลุ่ม BRICS มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบพหุภาคี (multilateralism) โดยเฉพาะในประเด็นด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โครงสร้างของความร่วมมือในกลุ่ม BRICS ถูกออกแบบให้มีสามเสาหลัก คือ ความมั่นคงระหว่างประเทศ การค้า การเงิน และการลงทุน และสุดท้ายคือ ความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรม ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว BRICS ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ตลอดทั้งปี โดยมีความมุ่งหวังที่จะเชื่อมโยงผลประโยชน์ระหว่างประเทศสมาชิกผ่านกลไกที่ยืดหยุ่นและครอบคลุม ทั้งยังสะท้อนแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในระบบระหว่างประเทศในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

  • ความสำคัญของ BRICS ในเวทีโลก

กลุ่ม BRICS ได้กลายเป็นพลังเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ ด้วยจำนวนประชากรรวมกันมากกว่า 4,000 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก BRICS จึงถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ในแง่ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) พบว่า BRICS มีสัดส่วนสูงถึง 40% ของ GDP โลก และในบางช่วงเวลายังมีมูลค่ารวมที่สูงกว่ากลุ่มประเทศอุตสาหกรรม G7 อีกด้วย นอกจากนี้ มูลค่าการค้าระหว่าง BRICS กับโลกยังอยู่ที่ประมาณ 20% และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ BRICS ยังรวมถึงการจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ (New Development Bank: NDB) ซึ่งปล่อยเงินกู้ไปแล้วมากกว่า 100 โครงการ ด้วยเงื่อนไขที่เอื้อต่อประเทศกำลังพัฒนา เช่น ดอกเบี้ยต่ำและระยะเวลาคืนเงินที่ยาวนานกว่า นอกจากนี้ BRICS ยังมีแนวคิดเรื่องการสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เชื่อมโยงกันผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ให้สามารถเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจโลก

  • ความเชื่อมโยงของไทยกับ BRICS

สำหรับประเทศไทย ความเชื่อมโยงกับ BRICS ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมในกรอบ BRICS+ ซึ่งเป็นเวทีเปิดสำหรับประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกถาวร โดยเฉพาะในช่วงที่จีนและแอฟริกาใต้ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม ไทยได้แสดงบทบาทในเวทีนี้อย่างต่อเนื่อง และในปี 2567 ไทยได้ยื่นหนังสือแสดงความจำนงในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าว BRICS ได้ตัดสินใจชะลอการรับสมาชิกใหม่ จึงได้เชิญไทยเข้าร่วมในฐานะประเทศหุ้นส่วนแทน

การเป็น Partner Country กับ BRICS เปิดโอกาสให้ไทยเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีและระดับผู้นำ พร้อมสามารถร่วมรับรองผลลัพธ์ของการประชุมได้ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าทางการทูตและการเมืองระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสถานะของ “แขกรับเชิญ” ที่ไม่สามารถร่วมลงนามในเอกสารผลลัพธ์ได้

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสมาชิก BRICS มีมิติที่แน่นแฟ้นทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ประเทศอย่างจีนและอินเดียเป็นนักท่องเที่ยวหลักของไทย ขณะที่จีนและอินโดนีเซียอยู่ในกลุ่มคู่ค้าสำคัญที่สุดของประเทศ ด้านการลงทุน ไทยได้รับเงินทุนจากจีนมากที่สุด และยังเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในอินโดนีเซียอีกด้วย นอกจากนี้ ในปี 2025 ไทยยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด BRICS Summit และประชุมระดับรัฐมนตรีหลายครั้ง นับเป็นสัญญาณว่าไทยกำลังยกระดับบทบาทของตนในเวทีความร่วมมือระดับโลกนี้อย่างชัดเจน

ภายใต้ธีมของการประชุมในปีล่าสุดซึ่งจัดขึ้นที่บราซิล ได้แก่ “Strengthening Global South Cooperation for Inclusive and Sustainable Governance” ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมได้รับการหยิบยกขึ้นมาอย่างเด่นชัด สะท้อนว่า BRICS ไม่เพียงให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงประเด็นด้านความยั่งยืนและความเป็นธรรมด้วย นอกจากนี้ BRICS ยังมีกิจกรรมและกลไกความร่วมมือมากมายในแต่ละปี โดยเฉพาะในด้านการลงทุน เช่น การสนับสนุน SME การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริมภาคเอกชนให้เข้ามามีบทบาทในตลาดระดับภูมิภาคและโลก

นอกจากนี้ กลุ่มยังมีแนวคิดในการส่งเสริมความร่วมมือผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม กีฬา และการศึกษาระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดเทศกาลวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬา BRICS Sport Games และโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า BRICS ให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมควบคู่กับเศรษฐกิจ และมีแนวทางที่เปิดกว้างต่อประเทศหุ้นส่วนอย่างไทยในการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

โดยสรุปแล้ว BRICS คือกรอบความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเลือกเข้าร่วมในสาขาที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญหรือความพร้อมได้โดยไม่มีแรงกดดันให้ต้องดำเนินการทุกด้าน พร้อมกันนั้นยังเปิดพื้นที่ให้ไทยใช้ความร่วมมือดังกล่าวในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างสมดุล ทั้งในเวทีภูมิภาคและระดับโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจระหว่างประเทศ BRICS จึงไม่ใช่เพียงเวทีทางเลือก แต่คือโอกาสสำคัญที่ไทยควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างรอบคอบและมียุทธศาสตร์

2. การบรรยายหัวข้อ ความคาดหวังและบทบาทของภาคเอกชนไทยในตลาด BRICS

โดย รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในฐานะตัวแทนของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) 

ผู้บรรยายแสดงภาพให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ BRICS ได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และแรงกดดันจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมอย่าง G7 ที่เข้มงวดมากขึ้น ภาคเอกชนไทยมองว่า BRICS ไม่เพียงเป็นตลาดทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพสูงเท่านั้น แต่ยังเป็น “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างความมั่นคงด้านการค้าและการเงินในระยะยาว

หนึ่งในประเด็นที่ภาคเอกชนไทยให้ความสำคัญคือบทบาทของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ของ BRICS หรือ NDB ซึ่งถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ยุติธรรมและตอบโจทย์กว่ากลไกเดิมอย่าง IMF ในบริบทที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญกับเงื่อนไขเข้มงวดและอิทธิพลทางการเมืองจากประเทศพัฒนาแล้ว NDB ของ BRICS จึงเป็นแหล่งเงินทุนที่ไทยสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศของไทยโดยเฉพาะในช่วงที่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการฟื้นฟูเศรษฐกิจมีความสำคัญเป็นพิเศษ

นอกจากเรื่องการเงินแล้ว ภาคเอกชนยังมองว่า BRICS คือประตูสู่การพัฒนาประเทศผ่านการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าระหว่างประเทศสมาชิก BRICS ที่มีประชากรรวมกันกว่าครึ่งโลก การมีพันธมิตรทางการค้าขนาดใหญ่เช่น จีนและอินเดีย ช่วยให้ไทยสามารถเข้าถึงตลาดขนาดมหาศาล และสามารถกำหนดกลยุทธ์สินค้าเพื่อส่งออกได้ตรงจุด อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนก็เตือนว่าไทยต้องระมัดระวังในการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป พร้อมทั้งวางยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่น การวิเคราะห์ว่าสินค้าใดได้เปรียบและสินค้าใดเสียเปรียบในบริบทของตลาด BRICS ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียนที่ไทยยังมีข้อได้เปรียบอยู่ แต่ก็อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันจากจีนในอนาคตหากจีนสามารถผลิตได้เอง

อีกหนึ่งประเด็นที่มีความสำคัญคือ ความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบของ BRICS เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศ G7 ที่มีข้อกำหนดเข้มงวดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและภาษีคาร์บอน BRICS ยังคงเปิดโอกาสให้ประเทศอย่างไทยสามารถปรับตัวได้โดยไม่ถูกกดดันมากนัก ขณะที่ G7 กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่สูงจนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศกำลังพัฒนา ด้วยเหตุนี้ ภาคเอกชนไทยจึงมองว่า BRICS เป็น “ทางลัด” ที่สามารถพาประเทศไปสู่ระดับที่มั่นคงภายใต้กติกาที่เป็นธรรมกว่า

อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนก็ไม่ได้มองว่า BRICS เพียงลำพังจะสามารถตอบทุกโจทย์ได้ แต่ยังต้องนำมาใช้ควบคู่กับกรอบความร่วมมืออื่น ๆ โดยเฉพาะ OECD ที่ถือเป็นต้นแบบด้านมาตรฐานกฎหมายและการกำกับดูแล การนำหลักการของ OECD มาผสานกับการเข้าถึงตลาด BRICS จะทำให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุดทั้งในแง่ของการขยายตลาด และการยกระดับกติกาภายในประเทศให้น่าเชื่อถือในสายตาสากล อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนเห็นคือโครงสร้างราชการไทยที่ยังซับซ้อน มีกฎหมายหลายกระทรวงแยกส่วนกัน จึงเสนอให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลและกฎระเบียบเพื่อให้สามารถวางนโยบายได้อย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ภาคเอกชนยังแสดงความคาดหวังว่าภาครัฐควรให้ความสำคัญกับเสียงของภาคธุรกิจให้มากขึ้น โดยยกตัวอย่างกรณีที่สภาอุตสาหกรรมได้เสนอ “สมุดปกขาว” ซึ่งเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม จึงต้องอาศัยการติดตามและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทุกภาคส่วนเพื่อให้การปรับตัวของประเทศสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการค้าผ่าน e-commerce ที่เติบโตอย่างรวดเร็วแต่ยังเผชิญกับปัญหาเรื่องการจัดเก็บภาษีและเงินทุนไหลออกนอกประเทศ ภาคเอกชนไทยเสนอว่ารัฐบาลควรเร่งปรับโครงสร้างภาษีให้สอดรับกับโลกดิจิทัลเพื่อรักษาฐานภาษีภายในประเทศ และส่งเสริมการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในมากกว่าการสูญเสียรายได้ไปกับแพลตฟอร์มต่างชาติ

สุดท้าย ภาคเอกชนไทยมีความหวังว่าการร่วมมือระหว่างไทยกับ BRICS จะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ทั้งในแง่ของการขยายตลาด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการยกระดับมาตรฐานของประเทศให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน และถึงแม้ว่า BRICS จะไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง แต่เมื่อใช้ควบคู่กับความรู้และมาตรฐานจากเวทีอื่น เช่น OECD ไทยก็มีโอกาสที่จะแซงหน้าคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม และฟื้นคืนบทบาททางเศรษฐกิจในระดับสากลได้อีกครั้งในอนาคต

3. การพูดคุยแลกเปลี่ยนและข้อสรุปเชิงนโยบาย

อ้างอิงจากหัวข้อเสวนาทั้ง 2 และการพูดคุยแลกเปลี่ยนในเวทีดังกล่าวจะพบว่าประเด็นหลักที่ได้รับการวิเคราะห์มีทั้งหมด 5 มิติประกอบด้วย

  • พลวัตของ BRICS และอิทธิพลต่อระเบียบเศรษฐกิจโลก:

ผู้เข้าร่วมอภิปรายเห็นพ้องว่าการขยายบทบาทของ BRICS มีความหมายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทิศทางของการจัดสรรทรัพยากรโลก กลุ่มประเทศนี้กำลังสร้างกรอบความร่วมมือทางการเงิน การลงทุน และนวัตกรรมที่ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มทุนตะวันตก ความเคลื่อนไหวของ BRICS จึงมีนัยสำคัญต่อประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจขนาดกลางอย่างประเทศไทย ซึ่งต้องพิจารณาการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ในระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน

  • ความท้าทายของไทยในการกำหนดยุทธศาสตร์ต่อ BRICS:

แม้ประเทศไทยมีศักยภาพในการเชื่อมโยงกับ BRICS ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ แต่เวทียอมรับว่ากลไกนโยบายของรัฐไทยยังขาดความพร้อมในการติดตาม วิเคราะห์ และคาดการณ์แนวโน้มของกลุ่ม BRICS อย่างเป็นระบบ ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบหรือมีกรอบนโยบายชัดเจนต่อกลุ่มประเทศนี้ ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทูตทวิภาคีที่ไม่เชื่อมโยงกับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจของไทยโดยตรง

  • ข้อจำกัดเชิงสถาบันและข้อมูล:

การแลกเปลี่ยนสะท้อนข้อจำกัดสำคัญของระบบราชการไทยในมิติข้อมูล ความเข้าใจบริบท และโครงสร้างการตัดสินใจต่อประเทศ BRICS ซึ่งมีระบบการเมือง การทูต และวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างอย่างมากจากพันธมิตรแบบตะวันตกที่ไทยคุ้นชิน การกำหนดนโยบายต่อกลุ่ม BRICS จึงยังอยู่ในลักษณะ “ตั้งรับ” มากกว่าการ “ออกแบบเชิงรุก” (proactive strategy design)

  • โอกาสเชิงพื้นที่ผ่านระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ:

ผู้เข้าร่วมอภิปรายชี้ให้เห็นว่า หากสามารถเชื่อมโยง BRICS เข้ากับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษในสี่ภูมิภาคได้อย่างเป็นระบบ จะเป็นช่องทางสำคัญในการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาตลาดแบบดั้งเดิม เช่น การเชื่อมโยง NEC กับจีนผ่าน BRI และเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ลุ่มน้ำโขงและลานนาเชิงสร้างสรรค์กับภาคเหนือของอินเดีย การเรียนรู้เทคโนโลยีเกษตรจากบราซิลใน NeEC ตลอดจนการค้าภาคการประมงและท่องเที่ยวกับแอฟริกาใต้ใน SEC อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงเหล่านี้ต้องได้รับการออกแบบเชิงยุทธศาสตร์ มิใช่ปล่อยให้เป็นผลพวงของความสัมพันธ์ทางการค้าแบบไร้ทิศทาง

  • ข้อเสนอเชิงระบบเพื่อการเชื่อมโยงกับ BRICS:

เวทีเสนอให้มีการจัดตั้ง “หน่วยติดตามและวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศทางเลือก” (Alternative Foreign Policy Analysis Unit) ที่สามารถทำงานร่วมกับทั้งกระทรวงการต่างประเทศ สภาพัฒน์ และหน่วยงานที่ดูแลระเบียงเศรษฐกิจ โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลและพัฒนา foresight analysis ต่อแนวโน้มของ BRICS ควบคู่ไปกับการพัฒนา “แผนยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจของไทยกับ BRICS” ในลักษณะข้ามหน่วยงาน และเปิดโอกาสให้ภาควิชาการมีบทบาทร่วมผลิตนโยบาย

โดยสรุป เวทีแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายดังกล่าวได้สร้างความตระหนักรู้ถึงบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และเปิดพื้นที่ให้เกิดการประมวลแนวคิดใหม่ในการจัดวางตำแหน่งของประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงกับระเบียบโลกชุดใหม่ ความร่วมมือกับ BRICS ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในมิติของการค้าและการลงทุน แต่ควรได้รับการออกแบบอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่ความเป็นพหุขั้วอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม