วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 12.00 – 16.00 น.
ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จัดโดย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
1. โลกกำลังเข้าสู่ “ภาวะปกติใหม่” ของความแตกแยกเชิงโครงสร้าง
ผู้บรรยายชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโลกที่ขับเคลื่อนด้วยโลกาภิวัตน์เสรีแบบเดิมได้สิ้นสุดลงแล้ว และไม่มีแนวโน้มจะกลับมาอีก ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาไม่ใช่ความผิดปกติชั่วคราว ไม่ได้ขึ้นกับผู้นำหรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศ แม้จะมีข้อตกลงหรือการเจรจาใด ๆ เกิดขึ้น ก็เป็นเพียงการชะลอหรือซื้อเวลา ไม่ใช่การฟื้นฟูระบบโลกาภิวัตน์เดิม ดังนั้น ประเทศอย่างไทยไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าความปั่นป่วนจะผ่านไปในระยะสั้น แต่ต้องปรับกรอบคิดและยุทธศาสตร์เพื่ออยู่ในโลกที่มีการแยกขั้วและแตกกระจายเป็นเวลายาวนาน
2. การประเมินต่ำเกินไปต่อ “ขนาด” และ “ความเร็ว” ของจีน
ผู้บรรยายเสนอว่าไทยและอาเซียนกำลังประเมินอิทธิพลทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีนต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างอันตราย จีนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ทั่วไป แต่เป็นเศรษฐกิจขนาดมหาศาลที่มีศักยภาพด้านเงินทุน กำลังการผลิต และเทคโนโลยีในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในเอเชีย การขยายตัวของจีนเข้าสู่อาเซียนจึงไม่ใช่เพียง “ใหญ่กว่าเดิม” แต่เป็นการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบรุนแรงกว่าอดีต นอกจากนี้ ความเร็วของการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ถือเป็นประเด็นสำคัญไม่แพ้ขนาด เนื่องจากการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ ทำให้จีนเร่งลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเข้ามาในภูมิภาคนี้เร็วและในต้นทุนที่ต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด
3. คลื่นเทคโนโลยีใหม่ของจีนและผลกระทบเชิงระบบ
ผู้บรรยายย้ำว่าเทคโนโลยีที่จีนกำลังผลักดันในระยะต่อไป เช่น ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง เทคโนโลยีควอนตัม ชีวการผลิต หรือเครือข่ายสื่อสารยุคถัดไป ไม่ใช่เทคโนโลยีเฉพาะทาง แต่เป็น “เทคโนโลยีฐาน” ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของหลายภาคส่วนพร้อมกัน ตั้งแต่อุตสาหกรรม การแพทย์ พลังงาน ไปจนถึงความมั่นคง สิ่งสำคัญคือเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในอนาคตอันไกล แต่ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นเร็วกว่าในอดีตหลายเท่า ส่งผลให้ประเทศที่ไม่เตรียมตัวรับมือจะเสียโอกาสเชิงโครงสร้างในระยะยาว
4. แรงกดดันต่อธุรกิจไทยและข้อจำกัดของแนวคิด “การแข่งขัน”
ในบริบทของไทย ผู้บรรยายชี้ให้เห็นว่าขนาดและประสิทธิภาพของบริษัทจีนสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งทำให้การแข่งขันเชิงราคาไม่เป็นธรรมในหลายอุตสาหกรรม ปัญหานี้รุนแรงขึ้นเมื่อการลงทุนจีนจำนวนมากไม่ได้เชื่อมโยงกับซัพพลายเออร์ในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ได้รับการยกระดับอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ผู้พูดยืนยันว่าการปิดกั้นหรือกีดกันการลงทุนไม่ใช่คำตอบ เพราะจะยิ่งทำให้ไทยเสียโอกาสด้านเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค
5. จาก “การแข่งขัน” สู่ “การร่วมสร้าง” (Co-creation) เป็นยุทธศาสตร์ทางออก
หัวใจของข้อเสนอคือการเปลี่ยนกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์จากการแข่งขันไปสู่การร่วมสร้าง ผู้บรรยายเสนอว่าไทยควรมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดรูปแบบการลงทุน โดยส่งเสริมโครงการที่มีการใช้วัตถุดิบในประเทศ พัฒนาซัพพลายเออร์ไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และฝึกอบรมแรงงาน การเชื่อมโยงเช่นนี้ไม่เพียงทำให้การลงทุนยั่งยืนขึ้น แต่ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องอาศัยการประสานนโยบายระหว่างหน่วยงานรัฐหลายด้าน ไม่ใช่เพียงการส่งเสริมการลงทุนอย่างแยกส่วน
6. ปัญหาธรรมาภิบาลไม่ใช่ “ปัญหาจีน” แต่เป็นปัญหาภายในไทย
ผู้บรรยายเตือนว่าความกังวลเกี่ยวกับทุนสีเทา เทคโนโลยีด้อยคุณภาพ หรือการหลีกเลี่ยงกฎระเบียบ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากจีนฝ่ายเดียว แต่สะท้อนปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและธรรมาภิบาลภายในประเทศ หากระบบกำกับดูแลของไทยอ่อนแอ ปัญหาเหล่านี้ก็สามารถเกิดขึ้นกับนักลงทุนจากทุกประเทศ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งในปัจจุบันคือ “ปัจจัยขนาด” เพราะเมื่อเงินทุนไหลเข้ามามากและเร็ว ผลกระทบจากธรรมาภิบาลที่อ่อนแอจะขยายตัวรุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา
7. ไทยกับปัญหาขนาดของตนเองและโอกาสจากการบูรณาการระดับภูมิภาค
ผู้บรรยายยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าไทยมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างด้านขนาด ทั้งจากสังคมสูงวัย การเติบโตที่ชะลอ และหนี้ครัวเรือนสูง แทนที่ไทยจะพยายามแข่งขันกับประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่า ผู้พูดเสนอว่าไทยควรมองหาทางบูรณาการตัวเองเข้ากับเศรษฐกิจจีนและอาเซียน เพื่อใช้ประโยชน์จากขนาดรวมของภูมิภาค มุมมองนี้เปลี่ยนเพื่อนบ้านจาก “คู่แข่ง” เป็น “แหล่งโอกาส” และเปิดพื้นที่ให้ไทยเติบโตผ่านความร่วมมือมากกว่าการแข่งเดี่ยว
8. บทเรียนสุดท้าย: ไทยในฐานะ “หุ้นส่วนที่ขาดไม่ได้”
ผู้บรรยายปิดท้ายด้วยตัวอย่างความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างไทยกับจีน เพื่อสื่อว่าประเทศขนาดกลางอย่างไทยไม่จำเป็นต้องแข่งสร้างทุกอย่างด้วยตนเอง แต่สามารถสร้างคุณค่าด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และเข้าไปเป็นส่วนสำคัญในระบบนิเวศขนาดใหญ่ แนวคิดนี้สะท้อนภาพอนาคตที่ไทยสามารถมีความสัมพันธ์กับหลายมหาอำนาจพร้อมกันอย่างมีกลยุทธ์ การร่วมสร้างไม่ใช่การพึ่งพา แต่เป็นการเพิ่มอำนาจต่อรอง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการกำหนดอนาคตของตนเอง
หัวข้อ: “Corridors, Capital, and Technology: China–ASEAN Relations in a New Shared Understanding”
ผู้ดำเนินรายการ:
คุณณัฐเสกข์ นาคสิทธิ์ ผู้ช่วยนักวิจัยศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมเสวนา:
- ดร.กิตติพศ พุทธิวนิช อาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- ดร.เหวินเซวียน กัว (Dr. Wenxuan Guo) นักวิจัยศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- คุณอรุณ เอี่ยมสุรีย์ ประธานสถาบันยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย-จีน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
1. การเปลี่ยนผ่านสู่ “Global South Strategy” และสมรภูมิเทคโนโลยีใหม่
ดร.กิตติพศ พุทธิวนิช อาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันจีนได้ยกระดับนโยบายต่างประเทศจากเพียงโครงการเส้นทางสายไหม (BRI) ไปสู่ยุทธศาสตร์ Global South ที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านการพัฒนา ความมั่นคง และวัฒนธรรม (GDI, GSI, GCI, GTI) โดยจีนมักใช้กลยุทธ์ “การแทนที่” (Thinking Strategy) ในองค์กรระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ ลดบทบาทลง พร้อมกับเปิดศึกในฐานะผู้มาก่อนในเทคโนโลยีอนาคต เช่น AI, Blockchain และ Boron Neutron Capture Therapy (BNCT) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือจีนหันมาใช้การเจรจาแบบทวิภาคี (รายประเทศ) เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เฉพาะหน้า เช่น การทำ EV Hub ในไทยหรือโครงสร้างพื้นฐานในเวียดนาม ซึ่งกระบวนการนี้ส่งผลโดยตรงต่อการลดทอน “ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน” (ASEAN Centrality) เปลี่ยนภาพลักษณ์จากกลุ่มก้อนที่แข็งแกร่งให้กลายเป็นเพียง 10 ตลาดที่ต้องแข่งขันกันเองเพื่อดึงดูดทุนจีน
2. วิกฤตความสามารถในการแข่งขันของไทยท่ามกลางสงครามการค้า
ในระดับมหภาค คุณอรุณชี้ให้เห็นความแตกต่างของขนาดเศรษฐกิจที่ไทยกำลังเผชิญหน้า โดยเปรียบเทียบขนาด GDP ของสหรัฐฯ ที่ประมาณ 30 ล้านล้านดอลลาร์ และ จีนที่ 19 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ ไทยมีขนาดเศรษฐกิจเพียง 0.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 2% เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และ 3% เมื่อเทียบกับจีน แม้สหรัฐฯ จะยังคงครองอันดับหนึ่งในเชิง GDP รวม แต่ในมิติของ อำนาจซื้อ (Purchasing Power) จีนได้ก้าวข้ามสหรัฐฯ ไปแล้วตั้งแต่ปี 2018 ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจนี้ส่งผลให้ไทยมีอำนาจต่อรองน้อยมากในเวทีโลก และต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
นโยบายของ Donald Trump ที่เน้นการกีดกันทางการค้าและการทำสงครามการค้า (Trade War) กลายเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางห่วงโซ่อุปทานโลก เมื่อสหรัฐฯ สร้างกำแพงภาษีและนโยบาย Decoupling ผลที่ตามมาคือการไหลบะทะของ ทุน (Capital) สินค้า และเงินตราจากจีนเข้าสู่ภูมิภาค Global South โดยเฉพาะอาเซียนและไทย เพื่อใช้เป็นฐานในการเลี่ยงมาตรการกีดกัน ปัจจุบันไทยตกอยู่ในสภาวะที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
คุณอรุณสะท้อนว่าอุตสาหกรรมไทยกำลังพ่ายแพ้ในสนามอาเซียนอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและมาเลเซีย โดยมีตัวเลขเชิงสถิติที่น่าสนใจคือ:
- การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ: ในขณะที่ไทยกำลังลำบาก เวียดนามกลับสามารถเกินดุลกับสหรัฐฯ ได้สูงถึง 95,000 ล้านดอลลาร์ และมาเลเซียเกินดุล 8,000 ล้านดอลลาร์
- สิทธิประโยชน์ทางการค้า (FTA): นี่คือจุดสลบของไทย เพราะ เวียดนามมีข้อตกลง FTA ครอบคลุมถึง 54 ประเทศ ทำให้สินค้าที่ผลิตจากเวียดนามมีภาษีเป็นศูนย์หรือต่ำมากในตลาดโลก ขณะที่ ไทยมีเพียง 24 ประเทศ เท่านั้น
- ต้นทุนการผลิต: ไทยแบกรับภาระ ค่าแรงและค่าไฟฟ้าที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ (FDI)
อุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่กับรูปแบบเดิม (Traditional Industry) ที่เน้นการขายแรงงานและสาธารณูปโภคให้กับบริษัทข้ามชาติ ซึ่งมีกำไรต่ำและขาดการถือครองเทคโนโลยี หากไทยไม่เร่งปรับตัวไปสู่ Next S-Curve หรือยุทธศาสตร์ใหม่ ได้แก่ Go Digital/AI, Go Innovation และ Net Zero ภายในปี 2050 ตามความตกลงด้านภูมิอากาศ ผลกระทบที่ตามมาจะรุนแรงมาก โดยทาง IMF ได้คาดการณ์ว่าอันดับเศรษฐกิจ (GDP Ranking) ของไทยในอาเซียนจะร่วงจากอันดับ 2 ลงไปอยู่ที่อันดับ 5 ภายในปี 2030 หากยังไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างจริงจัง
3. รากฐานความมั่งคั่งและแรงขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมของจีน
ดร.เหวินเซวียน กัว (Dr. Wenxuan Guo) นักวิจัยศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ภาพเบื้องหลังการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 1998 เมื่อจีนยกเลิกระบบสวัสดิการที่พักอาศัยฟรี และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบตลาดเชิงพาณิชย์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “อสังหาริมทรัพย์” กลายเป็นเครื่องมือหลักในการสะสมความมั่งคั่งของคนจีนจนถึงปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงนี้ผูกโยงกับรากฐานวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับ “บ้านและครอบครัว” ในฐานะสัญลักษณ์ของความมั่นคงและความกตัญญู แรงผลักดันนี้สะท้อนออกมาผ่านคำอวยพรยอดนิยมอย่าง “กงสีฟาไฉ” ที่ชูเรื่องความร่ำรวยเป็นหัวใจหลักของบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งความกระหายในการสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงนี้เองที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนให้นักลงทุนจีนขยายระบบนิเวศทางธุรกิจ (Integrated Ecosystem) เข้ามาในอาเซียนอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ตามวิสัยทัศน์การสร้างชุมชนแห่งอนาคตร่วมกัน

