Geopolitical Tensions and Strategic Diplomacy: What Thailand and Korea Can Learn from Each Other

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เวลา 12.00 – 16.00 น.
 ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 จัดโดย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

ช่วงกล่าวปาฐกถาพิเศษ

โดย  ฯพณฯ Park Yongmin เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

1. บทนำ: โลกยุคภูมิรัฐศาสตร์และจุดยืนของประเทศขนาดกลาง

ในการเปิดปาฐกถา ฯพณฯ Park Yongmin กล่าวถึงความรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ขึ้นพูด ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมระบุว่าต้องการแบ่งปันมุมมองต่อ “โลกอันซับซ้อน” ที่เรากำลังอาศัยอยู่ เขาย้ำว่าโลกปัจจุบันไม่อาจเข้าใจได้เลยหากปราศจากบริบทภูมิรัฐศาสตร์ เพราะทุกประเทศไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กต่างต้องเผชิญ “ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งกำหนดอนาคตหรือแม้กระทั่งการอยู่รอดของประเทศนั้นโดยตรง เขาชี้ให้เห็นว่าเกาหลีใต้และประเทศไทยต่างไม่ใช่มหาอำนาจ และจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกได้ด้วยตัวเอง แต่ประเทศขนาดกลางยังสามารถเลือกเดินอย่างชาญฉลาด ร่วมมือในเชิงยุทธศาสตร์ และทำให้เสียงของตนมีความหมายบนเวทีโลกได้ เขาระบุว่าเจตนาหลักของการกล่าวปาฐกถาครั้งนี้ก็คือการทำความเข้าใจประเด็นดังกล่าวร่วมกัน

2. ความหมายของระเบียบโลกและโครงสร้างหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ต่อจากนั้น ฯพณฯ Park Yongminตั้งคำถามพื้นฐานว่าเราหมายถึงอะไรเมื่อพูดถึง “international order” เพราะคำนี้ถูกใช้อย่างเลื่อนลอยราวกับเป็นระบบอัตโนมัติที่คงไว้ซึ่งความปลอดภัยของโลก ทั้งที่แท้จริงแล้วซับซ้อนกว่านั้นมาก เขายกคำกล่าวของ Henry Kissinger ว่าระเบียบโลกตั้งอยู่บนสองเสาหลักคือ “อำนาจ” และ “ความชอบธรรม” ระเบียบจะคงอยู่ได้ต่อเมื่อผู้มีอำนาจยอมรับความชอบธรรมร่วมกัน เมื่อฉันทามตินี้สั่นคลอน ระเบียบก็จะเริ่มแตกร้าว จึงไม่ควรมองว่าระเบียบโลกเป็นสิ่งถาวร แต่เป็นเพียงฉันทามติที่เปราะบางซึ่งมนุษย์สร้างขึ้น

เขาพาผู้ฟังย้อนกลับไปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อประเทศผู้ชนะ—สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหภาพโซเวียต—พยายามสร้างระบบใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้โลกกลับไปสู่หายนะอีกครั้ง โดยตั้งองค์การสหประชาชาติที่สมาชิกถาวรทั้งห้าถือสิทธิยับยั้ง และวางระบบควบคุมนิวเคลียร์ภายใต้สนธิสัญญา NPT ที่จำกัดจำนวนประเทศผู้ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ เขาเน้นว่าสิ่งที่ทำให้ยุคหลังสงครามพิเศษคือบทบาทของสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่เลือกสร้างจักรวรรดิ แต่เปิดตลาดของตนเองเพื่อให้ประเทศพ่ายแพ้ฟื้นตัว พร้อมคุ้มครองเส้นทางเดินเรือเพื่อการค้าเสรี นำไปสู่ระบบ Bretton Woods, GATT, WTO และสถานะดอลลาร์สหรัฐที่กลายเป็นสกุลหลักของโลก ทั้งหมดนี้คือพื้นฐานของ liberal international order ที่โลกคุ้นเคยมานานหลายทศวรรษ

3. การสิ้นสุดของยุคเสรีนิยมและการผงาดของจีนหลังสงครามเย็น

ฯพณฯ Park Yongmin อ้างจาก Bill Bryson เพื่อชี้ว่าระเบียบโลกเสรีนิยมเป็นเพียงเสี้ยววินาทีในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เมื่อเทียบกับอายุโลกที่ยาวนาน เขาระบุว่าระเบียบนี้เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1944 และสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2025 เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐประกาศ “Liberation Day” เขาชี้ว่าสหรัฐแบกรับต้นทุนจำนวนมากในช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เงินเพื่อคงสกุลเงินหลักของโลก การขยายกำลังทหารทั่วโลก การทำสงคราม และการคุ้มครองพันธมิตร ซึ่งล้วนเกิดจากผลประโยชน์ยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ แต่เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง ต้นทุนเหล่านี้ก็ไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป

หลังยุคสงครามเย็น สหรัฐเริ่มถอยห่างจากบทบาทผู้นำโลก ทั้งจากเหตุการณ์ 9/11 การปฏิวัติ shale oil ที่ทำให้สหรัฐกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน และการผงาดขึ้นของจีน ซึ่งกลายเป็นคู่แข่งสำคัญ เขายกตัวอย่างเส้นกราฟความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสหรัฐ–จีนซึ่งเคยพึ่งพากันอย่างสมมาตร แต่ต่อมากลายเป็นความสัมพันธ์เชิงแข่งขัน นำไปสู่ทั้งยุค Trump’s America First และ Biden’s Indo-Pacific strategy ซึ่งแม้ใช้คำต่างกัน แต่ล้วนสะท้อนการลดบทบาทของสหรัฐในระบบโลก

4. โลกยุคหลายขั้ว การแข่งขันเชิงเทคโนโลยี และความท้าทายของประเทศขนาดกลาง

ฯพณฯ Park Yongmin ชี้ว่าโลกปัจจุบันไม่ใช่ “สงครามเย็นใหม่” เพราะสหรัฐและจีนไม่ได้แข่งขันกันด้วยอุดมการณ์ แต่แข่งขันกันด้วยอำนาจ เทคโนโลยี และอิทธิพลทางเศรษฐกิจ โลกยุคนี้มีหลายขั้วและพึ่งพากันอย่างลึกซึ้งในระบบการค้า ห่วงโซ่อุปทาน และข้อมูล แม้จะอยู่ในสภาวะแข่งขันกันก็ตาม เขาระบุว่าความพึ่งพาซึ่งกันและกันนี้กลายเป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ได้ เช่น supply chain, digital networks และ data flows ทำให้ระเบียบโลกที่อิงกฎเกณฑ์ถูกกดดันอย่างหนัก ประเทศขนาดกลางจึงต้องคิดอย่างจริงจังว่าจะเปิดประเทศเพื่อเชื่อมต่อกับโลกอย่างไร ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความมั่นคงภายในของตนไว้

5. บทเรียนร่วมของไทย–เกาหลี และทางเลือกของประเทศขนาดกลาง

ฯพณฯ Park Yongmin เชื่อมโยงเข้าสู่ประเด็นหลักที่ว่าไทยและเกาหลีใต้สามารถเรียนรู้อะไรจากกันและกันได้บ้าง เขาชี้ว่าทั้งสองประเทศเป็นประชาธิปไตย เป็นพันธมิตรกับสหรัฐ และพึ่งพาการค้าหนัก โดยเฉพาะกับจีน ซึ่งทำให้ทั้งคู่ “ติดอยู่ตรงกลาง” ระหว่างมหาอำนาจ สถานการณ์นี้แม้เป็นจุดอ่อน แต่ก็สามารถเป็นจุดแข็งได้หากจัดการอย่างชาญฉลาด เขาเสนอว่าความร่วมมือในเรื่องดิจิทัล พลังงานสะอาด ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม สามารถทำให้ทั้งสองประเทศแข็งแรงขึ้น แต่ทุกอย่างต้องรักษา strategic autonomy ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป เพราะจะส่งผลเสียต่ออีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขายังเน้นว่าความร่วมมือไทย–เกาหลี และ ASEAN–Korea มีความจำเป็นมากขึ้นในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์อินโด–แปซิฟิกสั่นคลอน และประเทศขนาดกลางต้องพึ่งพาการทูต ความฉลาด และความร่วมมือเพื่อประคองเสถียรภาพของตน

6. ความรู้–ความเชื่อของมนุษยชาติ และความสับสนในยุค AI

ในช่วงท้ายของเนื้อหาที่เตรียมมา ฯพณฯ Park Yongmin อธิบาย “แผนที่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” ผ่านกราฟเปรียบเทียบระหว่างความรู้และความเชื่อ ตั้งแต่ยุคแรกที่มนุษย์รู้สิ่งต่าง ๆ น้อยมากจึงต้องพึ่งพานักบวช หมอผี หรือศาสดา ต่อมาความรู้เพิ่มขึ้นเมื่อเกิดภาษา ตัวอักษร และการปฏิวัติเกษตรกรรม จนถึงการคิดค้นแท่นพิมพ์โดย Gutenberg ที่ผลักดันให้เกิดยุค Renaissance และนำไปสู่ยุคของนักฟิสิกส์ยุคแรก เช่น Copernicus, Galileo, Kepler และ Newton

แต่ศตวรรษที่ 20 นำความเปลี่ยนแปลงที่สั่นคลอนระบบความรู้เดิมอย่างหนัก เมื่อค้นพบว่าแสงเป็นทั้งคลื่นและอนุภาค กฎความไม่แน่นอนของ Heisenberg ทำให้ไม่อาจวัดตำแหน่งและโมเมนตัมของอิเล็กตรอนได้พร้อมกัน และทฤษฎีสัมพัทธภาพของ Einstein ทำให้มนุษย์ต้องยอมรับว่าความจริงมีความสัมพัทธ์ ความไม่มั่นคงนี้นำไปสู่อุดมการณ์ใหม่ของศตวรรษที่ 20 เช่น capitalism, socialism และ communism ซึ่งความปะทะของระบบความเชื่อเหล่านี้นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเย็น ต่อมาโลกเข้าสู่ globalization ราว 30 ปี ก่อนถูกสั่นคลอนอีกครั้งจากการเกิดขึ้นของ AI ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ การล้นของข้อมูลทำให้มนุษย์หลงทางได้ไม่ต่างจากการไม่มีข้อมูล เพราะเมื่อข้อมูลท่วม สิ่งที่ขาดที่สุดคือข้อมูลที่ถูกต้อง เขาสรุปอย่างคมคายว่ามนุษย์กำลังลดความรู้ลงในขณะที่สร้างเครื่องจักรที่ฉลาดขึ้น และกำลังเดินเข้าสู่ยุค singularity ซึ่งอาจทำให้เกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่เช่นเดียวกับช่วงเปลี่ยนผ่านอื่น ๆ ของประวัติศาสตร์

7. ช่วงถาม–ตอบ: อนาคตที่ไม่แน่นอนและความจำเป็นของความกล้าหาญ

เมื่อเข้าสู่ช่วงถาม–ตอบ ฯพณฯ Park Yongmin กล่าวว่าการสิ้นสุดของระเบียบโลกเสรีนิยมทำให้ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ และโลกอาจเข้าสู่ยุคที่ไร้ระเบียบ เขาแนะนำให้ศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงทศวรรษ 1920–1940 มากกว่ายุคหลังสงครามเย็น เพราะบริบทโลกยุคใหม่สอดคล้องกับความสั่นคลอนของช่วงเวลาดังกล่าวมากกว่า เขายังกล่าวว่าเกาหลีใต้เป็นด่านหน้าเสมอเพราะถูกกดดันจากมหาอำนาจ และความรุ่งเรืองในปัจจุบันไม่รับประกันอนาคต เขาเตือนคนรุ่นใหม่ว่าต้องแบกรับภาระคิดเส้นทางใหม่เพื่อความอยู่รอดของชาติ ภูมิภาค และความสัมพันธ์ไทย–เกาหลี พร้อมย้ำว่าต้องกล้าหาญในการปกป้องสิทธิของตนเอง ทั้งในฐานะบุคคลและชุมชน

8. อุปสรรคและโอกาสของความสัมพันธ์ไทย–เกาหลี และบทสรุปท้ายปาฐกถา

ท้ายสุด ฯพณฯ Park Yongmin ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อจำกัดที่ฉุดรั้งความสัมพันธ์ไทย–เกาหลี เช่น ระยะทางที่ทำให้เกิด “ความเฉยเมย” ปัญหาแรงงานไทย overstays ที่ส่งผลต่อความเข้มงวดด่านตรวจคนเข้าเมืองและความไม่พึงใจของนักท่องเที่ยว รวมถึงความซับซ้อนด้านการทูตในคาบสมุทรเกาหลี แต่เขายืนยันว่าทั้งไทยและเกาหลีมีจุดร่วมจำนวนมาก ทั้งการอยู่ระหว่างมหาอำนาจ การพึ่งพาการค้า และบทเรียน middle-income trap ซึ่งไทยสามารถเรียนรู้จากเกาหลีได้ ในทางกลับกันเกาหลีก็เรียนรู้จากความเป็นมิตรของสังคมไทยได้

เขาปิดท้ายด้วยการชี้ว่าอาเซียนกำลังอยู่ที่ทางแยก หากไม่ปฏิรูปกฎฉันทามติ อาเซียนจะสูญเสียบทบาทในฐานะเวทีระดับภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ช่วงเสวนาวิชาการ

หัวข้อ: “Thailand–Korea Relations Beyond Pop Culture: Investment, Innovation, Education, and Sustainable Partnerships”

ผู้ดำเนินรายการ:
คุณเสกสรร อนันต์ศิริเกียรติ  นักวิจัยอาวุโส ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

ผู้ร่วมเสวนา:

  • คุณสโรชา รัชวงศ์ บุญประเสริฐ  นักส่งเสริมการลงทุน สำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
  • คุณธนกฤต เสริมสุขสันต์ ผู้ก่อตั้ง SEA Bridge
  • ดร.ซึง ซู คิม อาจารย์ประจำหลักสูตร BALAC  คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

1. บทนำ: กรอบของการเสวนาและภาพรวมผู้ร่วมอภิปราย

การเสวนาครั้งนี้เปิดด้วยการให้ภาพรวมของความสัมพันธ์ไทย–เกาหลีใต้ในมิติที่ลึกกว่าแง่มุมวัฒนธรรมสมัยนิยม โดยผู้ดำเนินรายการกล่าวถึง “พื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนของทั้งสองประเทศ” ที่แม้จะเข้มแข็ง แต่ก็ยังเผชิญความท้าทายหลายประการ เช่น ความเข้าใจผิดและการมองกันผ่านกรอบอคติบางอย่าง ซึ่งถูกกล่าวถึงโดยเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ก่อนหน้านี้ การเสวนาจึงมีเป้าหมายจะสำรวจ “หนทางใหม่ในการเดินหน้าร่วมกัน” อันข้ามพ้นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแบบด้านเดียวอย่างที่คุ้นเคยในสื่อสมัยนิยม ไม่ว่าจะเป็น K-pop หรือ K-drama ที่ไหลจากเกาหลีสู่ไทยเป็นหลัก

2. มุมมองต่อชีวิตผู้ย้ายถิ่นชาวไทยและสะพานทางจิตวิญญาณ

ดร.ซึง ซู คิมเริ่มต้นด้วยคำอธิบายว่า เรื่องที่เขานำมาเล่านั้นเป็นการมองความสัมพันธ์ไทย–เกาหลีในมิติที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในเอกสารรัฐหรือรายงานเศรษฐกิจ นั่นคือ “การปฏิบัติทางศาสนาและวัฒนธรรมของผู้ย้ายถิ่นชาวไทยในเกาหลีใต้” เขาอธิบายว่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นักศึกษา คนทำงาน และแม้แต่นักบวชชาวไทยจำนวนเพิ่มขึ้นได้เดินทางไปพำนักในเกาหลีใต้ สิ่งที่น่าศึกษาคือ เมื่อคนเหล่านี้ออกจากบ้านเกิด พวกเขานำศรัทธา วัตถุมงคล และความเชื่อของตนเองไปอย่างไร และมันเปลี่ยนแปลงไปหรือยังคงหลงเหลืออยู่ในลักษณะใด

ดร.ซึง ซู คิมทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักเรียนไทย 10 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุในช่วงวัยยี่สิบต้น ๆ แม้ว่าทุกคนมาจากครอบครัวพุทธ แต่ความเชื่อปัจจุบันหลากหลาย ตั้งแต่พุทธ คริสต์คาทอลิก โปรเตสแตนต์ ไปจนถึงผู้ที่ไม่นับถือศาสนา แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ “ทุกคนพกพาวัตถุศักดิ์สิทธิ์บางอย่างติดตัว” ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง รูปคเณศวร สายประคำคาทอลิก ไปจนถึงไพ่ทาโรต์ การกระทำเรียบง่ายในชีวิตประจำวันนี้เองที่เชื่อมวิถีไทยกับสังคมเกาหลีอย่างเงียบงัน

เขาเน้นว่า เมื่อพูดถึง “ความร่วมมือไทย–เกาหลี” ผู้คนมักนึกถึงมิติทางเศรษฐกิจหรือสื่อบันเทิงที่ไหลทางเดียว แต่ในความเป็นจริงมี “การแลกเปลี่ยนแบบสองทาง” ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน เช่น คนไทยที่เรียนรู้หมอดูเกาหลี ศาสนาเกาหลี หรือพบว่าวัดเกาหลีเป็นพื้นที่สงบปลอดภัย รวมถึงการเกิด “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ข้ามชาติ” ที่คนไทยและคนเกาหลีใช้ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ นี่เองคือมิติที่ผู้พูดย้ำว่ามีคุณค่าต่อความเข้าใจซึ่งกันและกันในระดับลึก เป็นความร่วมมือที่เกิดจาก “ผู้คนธรรมดา” ไม่ใช่เพียงรัฐหรือสถาบันขนาดใหญ่ และในหลายกรณี สิ่งเหล่านี้ทำให้ “เกาหลีเป็นไทยขึ้นเล็กน้อย” และ “ไทยรับบางส่วนของเกาหลีไปด้วย” ในเวลาเดียวกัน

3. มุมมองจาก BOI: ภาพรวมการลงทุนของเกาหลีใต้ในประเทศไทย

ในส่วนของคุณสโรชาผู้แทนจาก BOI เธอให้ภาพรวมของงานด้านการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีสำนักงานกระจายกว่า 17 จุดทั่วโลก รวมถึงกรุงโซล เธออธิบายว่า BOI ทำหน้าที่ทั้งด้านการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การยกเว้นภาษี CIT ตามระดับกิจการ รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี เช่น สิทธิในการถือครองที่ดิน การนำเข้าวัสดุและเครื่องจักรโดยปลอดภาษี อีกทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

ในแง่สถิติ เธอนำเสนอข้อมูลโครงการลงทุนจากเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นจาก 19 โครงการในปี 2020 เป็น 37 โครงการในปีล่าสุด โดยมีมูลค่ารวมกว่า 137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญที่เกาหลีเข้ามาลงทุนได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (E&E) อุตสาหกรรมการแพทย์ ยานยนต์และหุ่นยนต์ เคมี–ปิโตรเคมี รวมถึงบริการมูลค่าสูงอย่างสื่อและแอปพลิเคชัน การเพิ่มขึ้นของโครงการเหล่านี้สะท้อนความสนใจของธุรกิจเกาหลีต่อศักยภาพของตลาดไทย แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนข้อจำกัดของไทยเช่นกัน

คุณสโรชายังกล่าวถึงความท้าทาย ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ไทยมี “แรงจูงใจ” สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ด้อยกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย เช่น เงื่อนไขการยกเว้นภาษีระยะยาวที่สองประเทศนั้นให้มากกว่ามาก อีกทั้งตลาดไทยในหลายอุตสาหกรรมก็มีบทบาทเด่นของบริษัทญี่ปุ่นและจีนอยู่แล้ว ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ของเกาหลีตัดสินใจ “ไม่เข้ามาแข่งขันในพื้นที่ที่เห็นว่ามีทุนรายใหญ่ครองอยู่” ตัวอย่างที่ยกขึ้นคือเหตุการณ์ที่บริษัทเกาหลีถอนตัวจากโครงการสนามบินเชื่อมสามสนามบิน เนื่องจากไม่ต้องการแข่งขันกับบริษัทไทยที่มีพันธมิตรทุนจีน และยังกล่าวด้วยว่าเกาหลีมีโอกาสมากกว่าในเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งยังมีพื้นที่ทางธุรกิจที่เติบโตได้อีกมาก

4. มุมมองผู้ประกอบการรุ่นใหม่: โครงสร้างนวัตกรรมเกาหลีและบทเรียนสำหรับไทย

คุณธนกฤต นำประสบการณ์ของตนจากการสร้าง SEA Bridge มาบรรยาย โดยเน้นว่าการสร้างบริษัทที่ประสบความสำเร็จระหว่างไทย–เกาหลีต้องอาศัยความร่วมมือข้ามภาคส่วนตามแนวคิด “Triple Helix” คือ มหาวิทยาลัย–ภาคเอกชน–ภาครัฐ ซึ่งผลักดันกันเป็นวงจรนวัตกรรม เขาให้ตัวอย่างว่าเกาหลีใต้มีโครงสร้างสนับสนุนนวัตกรรมระดับจังหวัดผ่านศูนย์ CCEI ซึ่งผูกกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ทำให้เกิดแรงส่งทั้งด้านทุน เครือข่าย และการแข่งขันในแต่ละท้องถิ่น โครงสร้างแบบนี้ทำให้เกาหลีสามารถพัฒนาเมืองเฉพาะทาง เช่น เมือง Daejeon ในฐานะเมือง R&D ที่รวบรวมมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไว้ด้วยกัน

เขายังชี้ให้เห็นว่าเกาหลีมี “ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมแบบโฟกัส” คือเลือกเพียงไม่กี่อุตสาหกรรมหลักที่มีศักยภาพ และลงทุนอย่างเข้มข้น ซึ่งต่างจากไทยที่กระจายความสนใจไปในหลายทิศทางจนทำให้ขาดความเข้มแข็งในเชิงแข่งขัน แนวคิด “convergence” ของเกาหลี ซึ่งหมายถึงการที่กลุ่มธุรกิจใหญ่ควบรวมตั้งแต่การผลิต สื่อ บริการ ไปจนถึงอีเวนต์ ทำให้เกาหลีมีความต่อเนื่องของระบบเศรษฐกิจภายใน นี่เป็นโมเดลที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ไทยสามารถศึกษาได้

ท้ายที่สุด เขาย้ำว่า “ไทยควรขายภาพของไทย + อาเซียน” มากกว่าไทยเพียงประเทศเดียว เพราะตลาดโลกให้ความสำคัญกับเครือข่ายภูมิภาคมากขึ้น อีกทั้งความร่วมมือที่ยั่งยืนจำนวนมากเกิดจาก “การทำธุรกิจกับเพื่อน” ไม่ใช่การเจรจาทางธุรกิจอย่างแข็งทื่อ ซึ่งเป็นลักษณะที่พบในหลายประเทศลาตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง

5. ช่วงถาม–ตอบ: พื้นที่แลกเปลี่ยนข้อสงสัยและมุมมองเชิงโครงสร้าง

ในช่วงถาม–ตอบ ผู้ฟังตั้งคำถามต่อวิทยากรในประเด็นต่าง ๆ เช่น ความเข้าใจว่าตลาดไทยถูกครอบครองโดยญี่ปุ่นจนเกาหลีไม่มีพื้นที่ลงทุนนั้นเป็นจริงหรือไม่ รวมทั้งการขอให้ดร.ซึง ซู คิมอธิบายว่ามีบทเรียนด้าน “วัฒนธรรมธรรมาภิบาล” หรือ “good governance” อะไรจากเกาหลีใต้ที่ไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้ ผู้ร่วมเสวนาตอบว่า เช่นเดียวกับหลายประเทศ เกาหลีเติบโตขึ้นจากการเผชิญหน้ากับแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์—การอยู่ใกล้จีน รัสเซีย และญี่ปุ่น—ซึ่งทั้งสร้างความเสี่ยงและสร้างแรงผลักดันให้เกาหลีต้องพัฒนาอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น ต่างจากไทยซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกบีบคั้นเท่ากัน โครงสร้างแรงกดดันนี้จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เกาหลีสามารถ “ออกจากกับดักรายได้ปานกลาง” ได้เร็วกว่าหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

6. ข้อคิดส่งท้าย: บทเรียนชีวิต ความผูกพัน และความรับผิดชอบของคนรุ่นใหม่

ช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมอภิปรายหลายท่านแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว ตั้งแต่การไปทำงานในเกาหลีครั้งแรก การสร้างมิตรภาพที่กลายเป็นเพื่อนสนิทที่ยังติดต่อกันทุกวัน ไปจนถึงการพบว่าคนเกาหลีมี “เส้นโค้งการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและขยายได้รวดเร็ว” ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้พูดมองเห็นว่าคนไทยก็สามารถเรียนรู้จากคุณลักษณะนี้ได้เช่นกัน ผู้ร่วมเสวนายังเล่าถึงเหตุการณ์ส่วนตัว เช่น การได้พบผู้คนในมหาวิทยาลัยสตรีในกรุงโซลเมื่อ 15 ปีก่อน เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่กลายเป็นแรงผลักดันให้ตนเดินทางกลับไปศึกษาต่อที่เกาหลีแบบจริงจัง และต่อมาได้รับโอกาสจากชาวเกาหลีมากมาย ทั้งความรัก ความหวังดี และความเอื้อเฟื้อที่ทำให้เขารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อสังคมเกาหลี

ท้ายที่สุด ผู้พูดฝากข้อคิดสำคัญแก่ผู้ฟังว่า นักศึกษาไทยในปัจจุบันคือ “คนที่มีอภิสิทธิ์” ในสังคม และจึงมีภาระความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง การเรียนอย่างตั้งใจ การนำความรู้กลับไปรับใช้ประเทศ และการเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้ ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความหมายให้ทั้งสังคมไทยและสังคมเกาหลี นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำว่าการมองไทยคู่กับอาเซียนจะเป็นพลังดึงดูดที่สำคัญยิ่งในอนาคต เพราะในโลกปัจจุบัน ประเทศจำนวนมากต้องการทำธุรกิจกับ “มิตร” มากกว่า “ผู้แข่งขัน” และอาเซียนคือจุดแข็งที่ไทยสามารถใช้ในการสร้างความสัมพันธ์เชิงลึกกับประเทศต่าง ๆ ได้ รวมถึงเกาหลีใต้ด้วย