From Corridors to Confidence: Central Asia, the Middle Corridor, and Asia’s New Connectivity Architecture

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12:00–16:00 น.

ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 จัดโดย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

(ช่วงกล่าวปาฐกถาพิเศษ)

โดย H.E. Mr. Kairat Sarybuy เลขาธิการการ Conference on Interaction and Confidence Building Measures in Asia (CICA)

1. กรอบแนวคิดหลัก: จาก “ระเบียง” สู่ “ความเชื่อมั่น”

แนวคิด “From Corridors to Confidence” เป็นกรอบในการอธิบายว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการขนส่งไม่อาจนำไปสู่เสถียรภาพระดับภูมิภาคได้ หากปราศจากการสร้างความเชื่อมั่น (confidence-building) ทางการเมืองและสถาบันระหว่างรัฐ องค์ปาฐกเสนอว่า “corridor” ในเชิงยุทธศาสตร์ไม่ได้หมายถึงเพียงเส้นทางโลจิสติกส์ระหว่างจุด A และ B เท่านั้น แต่หมายถึงกลไกที่เอื้อต่อการไหลเวียนของสินค้า พลังงาน เงินทุน ความรู้ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ภายใต้เงื่อนไขของความไว้วางใจและกติกาที่ได้รับความยอมรับร่วมกัน

ในการอธิบายบริบทดังกล่าว องค์ปาฐกได้ย้อนถึงการก่อตั้ง CICA ในปี 1992 ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โดยข้อเสนอริเริ่มดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐเอเชียกลางในการจัดตั้งเวทีความมั่นคงแบบพหุภาคีที่ครอบคลุมทั้งทวีปเอเชีย CICA ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากเวทีหารือเชิงการประชุม สู่การมีโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน ประกอบด้วย 1) การประชุมสุดยอดผู้นำ 2) การประชุมระดับรัฐมนตรี 3) การประชุมคณะกรรมการเจ้าหน้าที่อาวุโส ตลอดจน 4)การประชุมคณะทำงานเฉพาะด้าน ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 28 ประเทศ และดำเนินงานบนหลักการสำคัญ ได้แก่

  • ความเท่าเทียมของรัฐสมาชิก
  • การตัดสินใจโดยฉันทามติ
  • การดำเนินมาตรการบนพื้นฐานความสมัครใจ

หลักการดังกล่าวทำให้ CICA สามารถเป็นพื้นที่กลางสำหรับประเทศที่มีระบบการเมืองและท่าทีระหว่างประเทศแตกต่างกัน รวมถึงบางประเทศที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันโดยตรง

2. เอเชียกลางและ Middle Corridor ในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

ในประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียกลาง องค์ปาฐกเสนอให้ปรับกรอบความคิดจาก “landlocked” สู่ “land-linked” โดยเฉพาะผ่านการพัฒนา Middle Corridor หรือ Trans-Caspian International Transport Route ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งแบบหลายรูปแบบ (multimodal) เชื่อมต่อเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง คอเคซัส และยุโรป การพัฒนาเส้นทางดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เพียงการก่อสร้างทางราง ถนน หรือท่าเรือ แต่รวมถึง

  • การประสานงานศุลกากร
  • การอำนวยความสะดวกทางการค้า
  • ระบบโลจิสติกส์ดิจิทัล
  • การค้าไร้เอกสาร (paperless trade)
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (green transport)

เหล่านี้คือประเด็นยุทธศาสตร์ของการเป็นประธาน CICA ของอาเซอร์ไบจาน ซึ่งเน้นเรื่อง connectivity, digitalization และ sustainable growth

3. มิติความร่วมมือของ CICA: จากเศรษฐกิจสู่มิติมนุษย์

องค์ปาฐกยังได้อธิบายโครงสร้างมิติการดำเนินงานของ CICA ซึ่งครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่ มิติการเมือง–ความมั่นคง มิติเศรษฐกิจ มิติสิ่งแวดล้อม มิติมนุษย์ และมิติความท้าทายใหม่ (เช่น ความมั่นคงไซเบอร์) ภายใต้กรอบมาตรการสร้างความเชื่อมั่น (Confidence-Building Measures: CBMs) จำนวน 18 สาขาความร่วมมือ ด้านเศรษฐกิจให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นทางคมนาคม ความมั่นคงทางพลังงาน การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศผู้ผลิต ผู้บริโภค และประเทศทางผ่าน ตลอดจนการส่งเสริมการค้าการลงทุนและบทบาทของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่าน CICA Business Council

ในมิติมนุษย์ CICA ได้จัดตั้งกลไกสนับสนุนหลายรูปแบบ อาทิ Youth Council, Women’s Council, Think Tank Forum และเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำ (Partnership Network of Leading Universities) ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนนักศึกษา และการพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน อีกทั้งมีการจัดตั้ง CICA Fund เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาในระดับฐานราก เช่น โครงการสนับสนุนภาคเกษตรในพื้นที่เปราะบาง ทั้งหมดนี้สะท้อนการมอง connectivity ในมิติที่กว้างกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ครอบคลุมถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนและสถาบัน

ในระดับพหุภาคี องค์ปาฐกได้เน้นย้ำความร่วมมือระหว่าง CICA กับสหประชาชาติ ESCAP และองค์กรระดับภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะการดำเนินงานที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ต่อต้านการก่อการร้ายของสหประชาชาติ และการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งนี้ องค์ปาฐกย้ำว่า เอเชียในฐานะภูมิภาคที่มีบทบาททางเศรษฐกิจและการเมืองเพิ่มขึ้น ควรใช้ศักยภาพดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของทั้งภูมิภาคและประชาคมโลก มากกว่าการแข่งขันแบบแบ่งขั้ว

4. คำถามสืบเนื่องและข้อสรุป

ในช่วงถาม–ตอบ ได้มีการอภิปรายถึงบทบาทของประเทศขนาดกลางภายใต้บริบทความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ โดยองค์ปาฐกเสนอว่าประเทศขนาดกลางควรมีบทบาทเชิงรุกในการธำรงระบบพหุภาคี และรักษาช่องทางการเจรจาไว้ นอกจากนี้ เมื่อถูกตั้งคำถามถึงความไม่แน่นอนของตลาดแรงงานในอนาคต องค์ปาฐกเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องขยายเครือข่ายความร่วมมือ ปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทดิจิทัล และส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดนมากยิ่งขึ้น

สำหรับความท้าทายสำคัญของ CICA ในปัจจุบัน องค์ปาฐกระบุถึงกระแสความชาตินิยม การตัดขาดของห่วงโซ่อุปทาน และแนวโน้มการลดระดับความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ซึ่งอาจบั่นทอนเสถียรภาพระยะยาว ดังนั้น การรักษาและเสริมสร้าง connectivity ทั้งในมิติการคมนาคม การเงิน ความรู้ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน จึงเป็นภารกิจหลักของภูมิภาคเอเชียในระยะต่อไป

กล่าวโดยสรุป CICA มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทยเนื่องจาก CICA เป็นหนึ่งในเวทีความมั่นคงระดับภูมิภาคที่มีลักษณะครอบคลุม (pan-Asian platform) และมีประเทศสมาชิกจากภูมิภาคสำคัญของเอเชียจำนวนมาก หัวข้อปาฐกถา “From Corridors to Confidence” ครั้งนี้จึงสะท้อนความพยายามในการวิเคราะห์สถาปัตยกรรมการเชื่อมโยงใหม่ของเอเชีย (Asia’s New Connectivity Architecture) ว่าโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างเสถียรภาพระดับภูมิภาคได้ หากปราศจากความเชื่อมั่นเชิงสถาบันและความไว้วางใจระหว่างรัฐและเอเชียในฐานะภูมิภาคที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจโลก สมาชิกร่วมภูมิภาคเอเชียควรใช้ศักยภาพดังกล่าวเพื่อสนับสนุนสันติภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับโลก มากกว่าการแข่งขันแบบแบ่งขั้ว

(ช่วงเสวนาวิชาการ)

หัวข้อ: Building Peace and Cooperation in the Fragile World

ผู้ดำเนินรายการ:
ผศ. ดร.จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิชาการ สถาบันเอเชียศึกษา และหัวหน้าศูนย์เอเชียใต้ศึกษา

ผู้ร่วมเสวนา:

1. คุณกิติพัฒน์ ชื่นสุขจิตต์                      Content Creator at ThaiPBS World

2. ดร.สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์            หัวหน้าศูนย์ความมั่นคงร่วมสมัยศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา
                                                            จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3. ดร. สรคม สุทธิเสงี่ยม             นักการทูตชำนาญการ (ที่ปรึกษา) กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และ
                                                แอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

ภายหลังการปาฐกถา เวทีเสวนาได้ตั้งต้นจากการวิเคราะห์ “โลกที่เปราะบาง” (fragile world) ในฐานะสภาพความเป็นจริงเชิงโครงสร้างของระบบระหว่างประเทศปัจจุบัน ผู้ดำเนินรายการชี้ให้เห็นว่า ความเปราะบางในปัจจุบันมิใช่เพียงวิกฤตเฉพาะจุด หากแต่เป็นการบรรจบกันของความเสี่ยงหลากหลายมิติ ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยไซเบอร์ และการบ่อนทำลายความไว้วางใจต่อสถาบันระหว่างประเทศ คำถามหลักของเวทีครอบคลุมสามประเด็น ได้แก่ ความมั่นคงร่วมสมัยควรถูกนิยามใหม่อย่างไร พหุภาคีในอนาคตควรมีรูปแบบใดจึงจะตอบสนองโลกที่แตกเป็นหลายขั้ว และ จะเชื่อมโยงระดับการทูตกับระดับประชาชนอย่างไร

คำถามที่ 1 “ความมั่นคงร่วมสมัยควรถูกนิยามใหม่อย่างไร”

ผู้ร่วมเสวนาทั้งสามท่านเสนอไปในทิศทางเดียวกันว่า ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่สามารถจำกัดความไว้เพียงมิติทางการทหารหรือการปกป้องอาณาเขตแบบดั้งเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องขยายกรอบไปสู่แนวคิด “contemporary security” ซึ่งครอบคลุมความมั่นคงในหลายมิติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของมนุษย์และเสถียรภาพของสังคม

ความมั่นคงร่วมสมัยจึงรวมถึงความมั่นคงมนุษย์ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงไซเบอร์ ความมั่นคงสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงพลังงาน และความมั่นคงด้านสาธารณสุข ภัยคุกคามในมิติเหล่านี้มีลักษณะเชื่อมโยงและข้ามพรมแดน (interconnected and transnational) ตัวอย่างเช่น ภัยไซเบอร์สามารถกระทบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งด้านทรัพยากร และโรคระบาดสามารถส่งผลกระทบวงกว้างต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคม ด้วยเหตุนี้ ความมั่นคงจึงต้องเปลี่ยนจากการ “ปกป้องอาณาเขตของรัฐ” ไปสู่การ “ปกป้องระบบ สถาบัน และความเป็นอยู่ของมนุษย์”

ขณะเดียวกัน ความมั่นคงร่วมสมัยไม่อาจเป็นภาระของรัฐเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากภัยคุกคามจำนวนมาก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความอดอยาก โรคระบาด ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และข้อมูลบิดเบือน (disinformation) ล้วนต้องการความร่วมมือหลายระดับ ผู้ร่วมเสวนาได้เสนอให้ภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญ ทั้งในด้านการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในระดับพื้นที่ การสร้างความโปร่งใสและความรับผิด การป้องกันความขัดแย้งและเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในชุมชน ตลอดจนการสนับสนุนการทำงานด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมาภิบาลดิจิทัลผ่านองค์ความรู้และงานวิจัย ในมุมมองนี้ ความมั่นคงถูกนิยามใหม่ให้เป็น “ความยืดหยุ่นของสังคม” (resilience) และเป็นความรับผิดร่วมกันของหลายภาคส่วน

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือ บทบาทของสื่อและการรับรู้ของสังคม ความเปราะบางของโลกไม่เพียงเกิดจากโครงสร้างอำนาจหรือภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังอาจเกิดจากรูปแบบการสื่อสารที่รายงานข่าวในลักษณะเพียงบอกเล่าเหตุการณ์ (diagnostic) โดยไม่ตั้งคำถามเชิงลึก หรือใช้แหล่งข่าวจำกัดเพียงด้านเดียว ส่งผลให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ปรากฏการณ์ “echo chamber” ซึ่งผู้คนรับฟังเฉพาะข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อของตนเอง ยิ่งทำให้เกิด mistrust และ distrust ในระดับสังคม ดังนั้น ความมั่นคงร่วมสมัยจึงต้องครอบคลุมถึงความรู้เท่าทันสื่อ (media literacy) และความสามารถของประชาชนในการตั้งคำถาม วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน

คำถามที่ 2 “พหุภาคีในอนาคตควรมีรูปแบบใดจึงจะตอบสนองโลกที่แตกเป็นหลายขั้ว”

ในบริบทโลกที่เปราะบางและแตกเป็นหลายขั้ว ผู้ร่วมเสวนาทั้งสามท่านเห็นพ้องตรงกันว่า พหุภาคีไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นมากยิ่งขึ้น แม้จะดำเนินการได้ยากขึ้นในปัจจุบันก็ตาม

ประการแรก พหุภาคีในอนาคตควรมุ่ง “เสริมสร้าง” (strengthen) ระบบที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง ไม่ใช่ทำให้ระบบอ่อนแอลง โดยเฉพาะการยืนหยัดในกรอบของสหประชาชาติในฐานะพื้นที่กลางที่เปิดโอกาสให้ประเทศเล็กและใหญ่สามารถเจรจาภายใต้กติกาเดียวกัน พหุภาคีควรรักษา “พื้นที่สำหรับการสนทนา” แทนการเผชิญหน้า และช่วยให้ระบบระหว่างประเทศกลับมามีสถานะและบทบาทที่เข้มแข็ง (regain status) มากขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทในการเสริมสร้างศักยภาพร่วมกัน ความร่วมมือควรครอบคลุมประเด็นข้ามพรมแดน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และตั้งอยู่บนหลักความสามัคคี (unity) และความรับผิดร่วมกัน (shared responsibility)

ประการที่สอง พหุภาคีในโลกหลายขั้วควรเริ่มต้นจาก “ความเข้มแข็งในระดับภูมิภาค” (regional cohesion) โดยเฉพาะสำหรับประเทศขนาดเล็กและขนาดกลาง ความร่วมมือทวิภาคีอาจมีความรวดเร็วและยืดหยุ่น แต่ไม่เพียงพอในเชิงอำนาจต่อรอง การรวมกลุ่มระดับภูมิภาคและการประสานเสียงร่วมกัน (coordinated voice) ก่อนเจรจากับมหาอำนาจภายนอกจึงเป็นกลไกสำคัญ ตัวอย่างกรณีกลุ่ม C5 (คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน เติร์กเมนิสถาน) ซึ่งภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประเทศเหล่านี้เคยมีความตึงเครียดเรื่องพรมแดนและทรัพยากรน้ำ แต่ต่อมาได้จัดการประชุมสม่ำเสมอ ลดความตึงเครียด และสร้างกลไกภูมิภาค เมื่อภูมิภาคมีความเข้มแข็งขึ้น มหาอำนาจภายนอกจึงเข้ามาเจรจาในรูปแบบ “C5+1” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างความไว้วางใจและกลไกในภูมิภาคก่อน จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเจรจาในระดับกว้าง กล่าวโดยสรุป การดำเนินการเพียงลำพังในฐานะประเทศขนาดเล็ก “ไม่เพียงพอ” ในโลกปัจจุบัน

ประการที่สาม สำหรับประเทศขนาดกลางอย่างไทย พหุภาคีในอนาคตควรหมายถึงการไม่ดำเนินนโยบายโดดเดี่ยว การสร้างมิตรในหลายกรอบภูมิภาค การทำงานร่วมกับประเทศขนาดกลางอื่น ๆ และการรักษาความเป็นกลางทางการทูต ไม่ควรพึ่งพามหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรขยายเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศระดับกลางในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง หรือเอเชียกลาง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและรักษาความสมดุล

คำถามที่ 3  “จะเชื่อมโยงระดับการทูตกับระดับประชาชนอย่างไร”

การเชื่อมโยงระดับการทูตกับระดับประชาชนจำเป็นต้องปรับทั้งกรอบความคิด กลไกทางสังคม และระบบข้อมูลข่าวสารให้สัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้คนในสังคมร่วมสมัย

ประการแรก ต้องขยายความหมายของ “ความมั่นคง” ให้ครอบคลุมมิติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิอากาศ พลังงาน ระบบสาธารณสุข ภัยไซเบอร์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เมื่อความมั่นคงถูกทำความเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง นโยบายระหว่างประเทศจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทั้งนี้ เพราะความมั่นคงร่วมสมัยมีลักษณะ “shared and interconnected” การรับมือภัยคุกคามจึงต้องอาศัยความร่วมมือหลายระดับ รวมถึงระดับชุมชนและภาคประชาชน วาระด้านความมั่นคงจึงต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคม

ประการที่สอง การเชื่อมโยงดังกล่าวไม่สามารถพึ่งพารัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทเป็นกลไกเชื่อมระหว่างนโยบายระดับชาติและระดับพื้นที่ องค์กรท้องถิ่นสามารถตรวจจับปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (early detection) มีบทบาทในการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานเพื่อสร้างความรับผิดรับชอบ (accountability) ตลอดจนจัดเวทีเสวนาในระดับชุมชนเพื่อลดความแตกแยก ขณะเดียวกัน งานวิจัยและเครือข่ายวิชาการสามารถนำเสนอข้อเสนอเชิงหลักฐานแก่ผู้กำหนดนโยบาย ทำให้การทูตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์รัฐต่อรัฐ แต่มีฐานรากเชื่อมโยงกับสังคม

ประการที่สาม บทบาทของสื่อและความรู้เท่าทันสื่อ (media literacy) เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเชื่อมโยงดังกล่าว หากสื่อรายงานข่าวในลักษณะวินิจฉัย (diagnostic) โดยไม่ตั้งคำถามอย่างครอบคลุม และใช้แหล่งข่าวจำกัดเพียงด้านเดียว ประชาชนจะได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน การใช้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายและการตั้งคำถามที่รอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์และตรวจสอบข่าวสาร เพราะปรากฏการณ์ echo chamber และการบริโภคข่าวโดยไม่ตรวจสอบสามารถก่อให้เกิด mistrust และ distrust ซึ่งบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายระดับรัฐกับสังคม