การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่มีความสำคัญต่อประเทศที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน กระจายการลงทุน และสร้างจุดเติบโตให้แก่ภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ในกรณีของคาซัคสถาน แนวคิดดดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นประเทศที่มีจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งซึ่งเชื่อมยุโรปกับเอเชีย มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และกำลังพยายามลดการพึ่งพาเศรษฐกิจฐานน้ำมันและแร่ธาตุ ไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลายมากขึ้น เอกสาร 2025 Kazakhstan Investment Climate Statement ของสหรัฐอเมริการะบุว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2025 คาซัคสถานมีมูลค่าการลงทุนโดยตรงสะสมจากต่างประเทศ (FDI stock) อยู่ที่ 1.66 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และรัฐบาลของประธานาธิบดีคัสซิม-โจมาร์ต โทคาเยฟ (Kassym-Jomart Tokayev) ได้ผลักดันวาระปฏิรูปเศรษฐกิจที่มุ่งกระจายฐานเศรษฐกิจ เร่งการพัฒนาอุตสาหกรรม เพิ่มการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและพัฒนาเส้นทางการค้าทางเลือกใหม่ สะท้อนว่า คาซัคสถานไม่ได้มองการดึงดูดการลงทุนเป็นเพียงเป้าหมายทางเศรษฐกิจระยะสั้น หากแต่เชื่อมโยงกับการปรับตำแหน่งของประเทศในเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคด้วย
อย่างไรก็ดี แม้คาซัคสถานจะเปิดรับการลงทุนต่างชาติและพยายามสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อธุรกิจมากขึ้น แต่เอกสารฉบับเดียวกันสะท้อนว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงมีข้อกังวลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎระเบียบที่ไม่สม่ำเสมอ ความไม่แน่นอนของระบบภาษีและกฎระเบียบ นโยบายทดแทนการนำเข้า การทุจริต ตลอดจนความจำเป็นในการพัฒนาแรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านลิสติกส์โลจิสติกส์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น รัฐบาลคาซัคสถานใช้ “พื้นที่” เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการตอบโจทย์เหล่านี้ โดยชูจุดแข็งด้านที่ตั้งของประเทศว่าเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างยุโรปกับเอเชีย สามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภครวมมากกว่า 500 ล้านคน ทั้งในสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Union: EAEU) เอเชียกลาง จีนตะวันตก ประเทศรอบทะเลสาบแคสเปียน อีกทั้งยั้งอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือและท่าเรือบก (dry port) เพื่อเร่งการขนส่งสินค้าระหว่างจีนกับยุโรป กล่าวอีกนัยหนึ่ง การพัฒนาเชิงพื้นที่ของคาซัคสถานจึงสัมพันธ์โดยตรงกับยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงภูมิภาคและการยกระดับโลจิสติกส์
ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) ที่เน้นการพัฒนา 4 จังหวัดได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราชให้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อาหารทะเล การท่องเที่ยวระดับนานาชาติ เช่น การพัฒนาท่าเรือยอชต์และท่าเทียบเรือสำราญ และเป็นประตูเชื่อมโยงการค้าฝั่งตะวันตก (ทะเลอันดามัน) กับฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) ถือว่ามีเป้าหมายใกล้เคียงกับการพัฒนาพื้นที่ของรัฐบาลคาซัคสถานที่ต้องการให้บริเวณดังกล่าวเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์” ที่สามารถเชื่อมโยงการพัฒนาเชิงพื้นที่เข้ากับความจำเป็นของการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบสนองสถานการณ์โลกและภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาหลักคิดชี้นำและแนวทางการใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ของคาซัคสถานจึงอาจเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดทิศทางในอนาตของ SEC ได้ แน่นอนว่าในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ รัฐบาลพึงคำนึงถึงมุมมองที่แตกต่างของประชาชนที่อาศัยในพื้นที่และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมด้วย
1. การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของคาซัคสถาน: แนวคิดชี้นำ
คาซัคสถานได้ปรับข้อกำหนดเดิมเกี่ยวกับสัดส่วนวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ (local content) เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีภายหลังการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) โดยสัญญาการใช้ทรัพยากรใต้ดินที่ทำหลังวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2015 ไม่ได้บังคับข้อกำหนดดังกล่าวอีกต่อไป และข้อกำหนดในสัญญาเก่าก็ยุติลงในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2021 อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ รัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายทดแทนการนำเข้าอย่างต่อเนื่องผ่านกฎหมายนโยบายอุตสาหกรรม ค.ศ. 2021 ซึ่งเปลี่ยนจากแนวคิดการกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศไปสู่แนวคิดเน้นการใช้วัตถุดิบหรือบริการภายในประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากหรือ in-country value โดยคาดหวังให้ผู้ใช้ทรัพยากรใต้ดินและรัฐวิสาหกิจสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศผ่านสัญญารับซื้อ และกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องรักษาระดับการใช้วัตถุดิบหรือบริการภายในประเทศในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหลายประเภท เช่น วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ นโยบายเช่นนี้ทำให้เห็นว่าแม้รัฐจะเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ก็ยังต้องการให้การลงทุนดังกล่าวเชื่อมโยงกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ใน ค.ศ. 2024 กระทรวงพลังงานของคาซัคสถานยังได้ปรับเงื่อนไขให้มีการกำหนดระดับขั้นต่ำของการใช้วัตถุดิบหรือบริการภายในประเทศในระบบจัดซื้อออนไลน์รวมถึงในสัญญาใหม่ของผู้ใช้ทรัพยากรใต้ดิน และยังให้อำนาจรัฐในการเจรจาเงื่อนไขดังกล่าวในสัญญาเดิมด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดเก็บค่าธรรมเนียมรีไซเคิลในระดับสูงจากเครื่องจักรกลการเกษตรนำเข้า แต่อุดหนุนค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้ผู้ผลิตในประเทศ ส่งผลให้บริษัทต่างชาติจำนวนหนึ่งมองว่านี่คือแรงกดดันให้ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศ และอาจขัดกับหลักการไม่เลือกปฏิบัติของ WTO โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลลดเงินอุดหนุนสำหรับอุปกรณ์เกษตรนำเข้าใน ค.ศ. 2024 และในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2025 อนุญาตให้ได้รับเงินอุดหนุนเฉพาะสินค้าที่นำเข้าและซื้อก่อนเดือนมีนาคม ค.ศ. 2024 เท่านั้น ขณะเดียวกัน แม้คาซัคสถานจะไม่ได้ปิดกั้นการโอนข้อมูลข้ามพรมแดนโดยสิ้นเชิง แต่อนุญาตให้ทำได้เฉพาะเมื่อประเทศปลายทางมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลเพียงพอตามที่รัฐบาลกำหนด และยังมีการกำกับดูแลโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงและกระทรวงดิจิทัลของประเทศ ภาพรวมจึงสะท้อนว่าคาซัคสถานใช้แนวทาง “เปิดรับโดยมีการกำกับ” มากกว่าการเปิดเสรีแบบเต็มรูปแบบ
2. เขตเศรษฐกิจพิเศษ VS เขตอุตสาหกรรม
ในระดับเครื่องมือเชิงพื้นที่ คาซัคสถานใช้ทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs) และเขตอุตสาหกรรม (Industrial Zones: IZs) เพื่อรองรับการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เว็บไซต์ส่งเสริมการลงทุนของคาซัคสถาน Kazakh Invest อธิบายว่า SEZ เป็นพื้นที่ที่มีกฎหมายและระเบียบพิเศษเฉพาะเขตเพื่อเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีผลิตภาพสูง การดึงดูดการลงทุน การนำเทคโนโลยีใหม่ และการจ้างงาน ขณะที่ IZ เป็นพื้นที่ที่จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมและสาธารณูปโภคเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในภูมิภาค SEZ มีระยะเวลาดำเนินการได้สูงสุด 25 ปี และมีรายการกิจกรรมสำคัญของแต่ละเขตกำกับไว้อย่างชัดเจน ส่วน IZ ไม่มีรายการกิจกรรมสำคัญแบบตายตัว และเน้นบทบาทการเป็นฐานรองรับธุรกิจผ่านความพร้อมของพื้นที่และระบบสาธารณูปโภคเป็นหลัก ความแตกต่างระหว่าง SEZ กับ IZ ในคาซัคสถานเป็นดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง SEZ กับ IZ
| ประเด็น | SEZ | IZ |
| แนวคิด | พื้นที่ที่มีกฎหมายและระเบียบพิเศษเฉพาะเขต | พื้นที่พร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการประกอบธุรกิจ |
| เป้าหมาย | ดึงดูดการลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรมแข่งขันสูง และเพิ่มการจ้างงาน | สนับสนุนผู้ประกอบการและเศรษฐกิจระดับภูมิภาค |
| ลักษณะเด่น | บางเขตเชื่อมกับชายแดนและเขตศุลกากรของ EAEU | เน้นความพร้อมใช้ของพื้นที่และการบริหารระดับท้องถิ่น |
| ระยะเวลา | สูงสุด 25 ปี และอาจขยายได้ | ไม่น้อยกว่า 20 ปี และอาจขยายได้ |
| กิจกรรม | มีรายการกิจกรรมสำคัญ (priority activities) ของแต่ละเขต | ไม่มีรายการกิจกรรมสำคัญแบบตายตัว |
| ผู้เข้าร่วม | นิติบุคคล หรือบางกรณีรวมผู้ประกอบการรายบุคคลในเขตชายแดน | ผู้ประกอบการที่ทำสัญญากับบริษัทบริหารเขต |
| สิทธิประโยชน์ | มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีและแรงงานต่างชาติที่เอื้อกว่า | เน้นโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมของพื้นที่ |
ที่มา: Kazakh Invest
เมื่อตีความในเชิงนโยบายจะเห็นว่า SEZ ของคาซัคสถานมีลักษณะเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์” มากกว่าเพียงนิคมอุตสาหกรรมทั่วไป เพราะผูกโยงกับกฎหมาย สิทธิประโยชน์ และภารกิจเชิงเศรษฐกิจที่รัฐกำหนดไว้ล่วงหน้า ขณะที่ IZ เป็นเครื่องมือเชิงพื้นที่ที่ยืดหยุ่นกว่า เน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านการลดต้นทุนการเริ่มต้นและการจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมใช้งานในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ
3. กรณีศึกษาที่น่าสนใจ
หากพิจารณารายชื่อ SEZ ของคาซัคสถานจะเห็นว่ารัฐไม่ได้ออกแบบทุกเขตให้มีหน้าที่เหมือนกัน หากแต่จัดวางบทบาทตามความได้เปรียบเชิงพื้นที่ของแต่ละแห่งอย่างชัดเจน กรณีของเมืองใหม่-อัสตานา (Astana-New City) พื้นที่ท่าเรืออักเตา (Seaport Aktau) และ คอร์กอส-ประตูตะวันออก (Khorgos-East Gate) สะท้อนแนวคิดนี้ได้ดี เพราะทั้งสามเขตแสดงให้เห็นมิติที่ต่างกันของการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ ได้แก่ เมืองหลวงและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ พื้นที่ท่าเรือและการเชื่อมเศรษฐกิจโลก และพื้นที่ชายแดนกับการค้าเชื่อมภูมิภาค
3.1 โครงการอัสตานา-เมืองใหม่
จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 2001 มีพื้นที่กว่า 15,400 เฮกตาร์ ครอบคลุมทั้ง IZ หมายเลข 1 และศูนย์บริหารธุรกิจของกรุงอัสตานา โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งการพัฒนาเมืองผ่านการดึงดูดการลงทุน การใช้เทคโนโลยีก่อสร้างสมัยใหม่ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถแข่งขันได้ จุดเด่นของเขตนี้อยู่ที่การผสาน “การพัฒนาเมือง” เข้ากับ “การพัฒนาอุตสาหกรรม” อย่างแนบแน่น เพราะพื้นที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งผลิตสินค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับเมืองหลวงให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศด้วย ข้อมูลจาก Kazakh Invest ระบุว่า นับตั้งแต่จัดตั้งเขต มีการดึงดูดเงินลงทุนจำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ และมีการผลิตสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่หัวรถจักรดีเซล รถจักรไฟฟ้า รถโดยสาร เกราะป้องกันทางทหาร อุปกรณ์ออปติคัล การสกัดทองคำ เฟอร์นิเจอร์ไปจนถึงวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ หากมองในเชิงนโยบาย กรณีนี้สะท้อนว่ารัฐใช้เมืองหลวงเป็นเวทีสาธิตการเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปสู่การสร้างฐานการผลิตที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
3.2 โครงการพื้นที่ท่าเรืออักเตา
พื้นที่อักเตาต่างจากอัสตานาที่เป็นเมืองหลวงโดยมีบทบาทของพื้นที่ท่าเรือในฐานะประตูเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เขตนี้จัดตั้งเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2003 มีพื้นที่ 2,130 เฮกตาร์ ตั้งอยู่ในเขตท่าเรือพาณิชย์และพื้นที่บางส่วนของเมืองอักเตากับเขตมูไนลินสกี (Munailinsky) ในภูมิภาคแมงกิสเตา (Mangystau) โดยมีสถานะเป็น SEZ แบบท่าเรือ เป้าหมายของเขตนี้คือเร่งการพัฒนาภูมิภาคเพื่อเชื่อมเศรษฐกิจของคาซัคสถานเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก สร้างอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพสูง ดึงดูดการลงทุน ปรับปรุงกติกาทางเศรษฐกิจ และนำวิธีบริหารจัดการสมัยใหม่มาใช้ พร้อมทั้งช่วยแก้ปัญหาทางสังคมของพื้นที่ นัยสำคัญของอักเตาไม่ได้อยู่ที่บทบาทด้านการขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การเป็นพื้นที่สำหรับสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ช่วยลดการนำเข้าอีกด้วย บทสัมภาษณ์ใน The Times of Central Asia ระบุว่าพื้นที่นี้มีโครงการด้านอุตสาหกรรมเคมี เช่น การผลิตโซดาไฟและกรดไฮโดรคลอริก ซึ่งเดิมต้องพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง แต่ปัจจุบันเริ่มมีการผลิตในประเทศแล้ว สิ่งนี้สะท้อนว่า SEZ สามารถทำหน้าที่เชื่อมโลจิสติกส์ การผลิต และการทดแทนการนำเข้าเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นรูปธรรม
3.3 โครงการคอร์กอส-ประตูตะวันออก
หากอักเตาคือประตูฝั่งทะเล คอร์กอสก็เป็นประตูฝั่งบกที่สำคัญอย่างยิ่งต่อยุทธศาสตร์ภูมิเศรษฐกิจของคาซัคสถาน จัดตั้งเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2011 มีพื้นที่ 608.56 เฮกตาร์ ตั้งอยู่ในเขตแพนฟิลอฟ (Panfilov) ของภูมิภาคอัลมาตี (Almaty) และเป็น SEZ ที่เขตแดนบางส่วนสอดคล้องกับแนวชายแดนศุลกากรของ EAEU วัตถุประสงค์ของเขตนี้ประกอบด้วยการพัฒนาการค้าข้ามแดนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก การกระตุ้นสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง การท่องเที่ยว และปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ภูมิภาคอัลมาตี-คอร์กอสจึงเป็นตัวอย่างเด่นของการใช้พื้นที่ชายแดนเปลี่ยนจาก “ขอบประเทศ” ให้กลายเป็น “ศูนย์กลางการเชื่อมต่อ” ทั้งทางการค้า โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมเพื่อส่งออก เมื่อเชื่อมกับภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศจะเห็นว่าเขตนี้สอดรับอย่างมากกับบทบาทของคาซัคสถานในฐานะจุดเชื่อมยุโรป-เอเชียและวิสัยทัศน์การเป็นส่วนสำคัญของโครงข่ายการขนส่งระหว่างภูมิภาค
4. โอกาสและความท้าทายในอนาคต
รายงานของ The Times of Central Asia ช่วยให้เห็นภาพอนาคตของ SEZ ในคาซัคสถานชัดเจนขึ้น ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 คาซัคสถานมี SEZ ดำเนินงานอยู่ 17 แห่ง ครอบคลุม 14 ภูมิภาค และมีเพิ่มใหม่มา 3 แห่งในค.ศ. 2025 ภายในเขตเหล่านี้มีผู้เข้าร่วม 1,144 ราย ในจำนวนนี้ 558 โครงการดำเนินการแล้ว และอีก 586 โครงการอยู่ระหว่างพัฒนา รวมมูลค่าการผลิตสะสม 13.9 ล้านล้านเตงเก ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า SEZ ได้กลายเป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ที่มีขนาดและความสำคัญมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ในด้านโอกาส จุดแข็งสำคัญคือ SEZ สามารถเป็นฐานของอุตสาหกรรมที่ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าและขยายการส่งออกได้จริง ยอดส่งออกจาก SEZ ทั้งหมดแตะระดับประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเฉพาะ ค.ศ. 2025 มีมูลค่าราว 490 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก ค.ศ. 2021 ขณะเดียวกัน การลงทุนสะสมในโครงการ SEZ อยู่ที่ประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์ โดย 2.4 พันล้านดอลลาร์เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการในเขตเหล่านี้ยังนำส่งภาษีและเงินบังคับเข้ารัฐอีกราว 1.6 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่า SEZ มิใช่เพียงพื้นที่ยกเว้นภาษี แต่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและฐานรายได้ให้รัฐในระยะยาวได้ด้วย อีกโอกาสหนึ่งคือ การใช้ระบบสิทธิประโยชน์แบบแตกต่างตามขนาดการลงทุนซึ่งเริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 2024 นักลงทุนสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นระยะเวลา 7 15 หรือ 25 ปี ตามขนาดของเงินลงทุน โดยรัฐมุ่งดึงดูดโครงการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มีองค์ประกอบด้านนวัตกรรม และมีศักยภาพส่งออกมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐยังช่วยลดขั้นตอนการได้สถานะผู้เข้าร่วม SEZ ในการยื่นคำขอ ตรวจสอบคุณสมบัติ ทำสัญญา และรับหนังสือรับรองตามลำดับ ซึ่งช่วยลดภาระเชิงธุรการลงอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี ความท้าทายยังมีอยู่ไม่น้อย ประการแรกคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานซึ่งแม้จะเป็นจุดขายสำคัญของ SEZ แต่ก็ยังต้องการงบประมาณเพิ่มเติมต่อเนื่องถึง ค.ศ. 2030 เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ประการที่สองคืออัตราการใช้พื้นที่ซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 42.4 สะท้อนว่ายังมีหลายเขตที่ไม่สามารถดึงดูดโครงการเข้าสู่พื้นที่ได้เต็มศักยภาพ ประการที่สามคือคุณภาพของสภาพแวดล้อมการลงทุนโดยรวม เอกสาร 2025 Kazakhstan Investment Climate Statement ยังย้ำถึงความท้าทายด้านการบังคับใช้กฎระเบียบ ความโปร่งใสของระบบภาษี กฎการทดแทนการนำเข้า และความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากรัฐไม่สามารถยกระดับสภาพแวดล้อมเชิงสถาบันโดยรวมได้ SEZ ก็อาจทำหน้าที่ได้เพียงบางส่วน และไม่สามารถกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้เต็มที่
5. นัยต่อการพัฒนา SEC
ในภาพรวม คาซัคสถานใช้การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติไปสู่เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ การแปรรูป และการค้าระหว่างภูมิภาคมากขึ้น SEZ และ IZ จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนเฉพาะจุด แต่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดวางบทบาททางเศรษฐกิจของพื้นที่ต่าง ๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ หากรัฐสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดนักลงทุนกับการคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศได้ การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ก็มีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเติบโตระยะยาวของคาซัคสถาน
การพัฒนาพื้นที่ของคาซัคสถานเพื่อใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจถือว่ามีความใกล้เคียงกับ SEC ในแง่ที่รัฐบาลต้องการให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศ เป็นประตูสู่มหาสมุทรอินเดีย เป็นสะพานเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศ BIMSTEC และโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth-Triangle: IMT-GT) บทเรียนสำคัญจากการพัฒนาเชิงพื้นที่ของคาซัคสถานคือรัฐบาลต้องมีทิศทางของการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน สามารถ “ตอบโจทย์” ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่ เขตเศรษฐกิจพิเศษอาจไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียวที่หมายถึงการให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติ แต่อาจหมายถึงการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดีให้ประชาชน และการเพิ่มศักยภาพของท้องถิ่นที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทรัพยากรธรรมชาติและมนุษย์ของพื้นที่นั้น ๆ

