กิจกรรมภาคสนาม: “ถ้าเชียงใหม่เป็นเมืองมรดกโลก เมืองควรมีชีวิตอย่างไร”
ความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมสะท้อนมุมมองต่อการพัฒนาเชียงใหม่หากเชียงใหม่จะขอขึ้นทะเบียนเป็นมืองมรดกโลก ที่ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์โบราณสถาน แต่เป็นการสร้างเมืองที่มีชีวิต มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสมดุลระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยสามารถจัดกลุ่มประเด็นหลักได้ดังนี้
1. การเข้าใจและสื่อสารคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ผู้เข้าร่วมเห็นว่าการเป็นเมืองมรดกโลกจำเป็นต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเชียงใหม่ ทั้งในมิติของการอนุรักษ์ การเผยแพร่ และการนำความรู้เหล่านี้มาใช้ในการวางแผนพัฒนาเมืองอย่างแท้จริง
มีข้อเสนอว่าเมืองควรนำ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของท้องถิ่น มาสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่สาธารณะ การออกแบบเมือง และกิจกรรมทางวัฒนธรรม เพื่อให้ผู้คนทั้งในพื้นที่และผู้มาเยือนเข้าใจความเป็นมาของเมืองได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการเน้นถึงความสำคัญของการ อนุรักษ์โบราณสถานและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ รวมถึงการศึกษาและทำความเข้าใจภูมิหลังของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้การพัฒนาเมืองไม่กระทบต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมดั้งเดิม
2. โครงสร้างพื้นฐานและระบบการเดินทางของเมือง
อีกประเด็นสำคัญคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยเฉพาะระบบขนส่งและการเดินทาง ผู้เข้าร่วมเสนอว่าเมืองมรดกโลกควรเป็นเมืองที่เดินทางสะดวก เข้าถึงง่าย และเอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน
เมืองควรมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี และการออกแบบพื้นที่เมืองที่ทำให้ผู้คนสามารถ เดินทางง่าย ใช้ชีวิตง่าย และเข้าใจเมืองได้ง่าย ทั้งในแง่ของการเดินทาง การสื่อสารข้อมูล และภาพรวมของโครงสร้างเมือง
การจัดระเบียบเมืองและการวางโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมจึงถูกมองว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่จะพัฒนาเมืองไปสู่สถานะเมืองมรดกโลก
3. การพัฒนาเมืองที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คน
ผู้เข้าร่วมสะท้อนว่าเมืองมรดกโลกควรเป็นเมืองที่ สะท้อนชีวิตของผู้คนจริง ๆ ไม่ใช่เพียงเมืองที่รักษาอาคารหรือสถานที่ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น เมืองควรสามารถ แก้ปัญหาของชุมชน และตอบรับกับวิถีชีวิตปัจจุบัน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยการพัฒนาเมืองควรสอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่
มีการเสนอว่าเชียงใหม่ควรเป็นเมืองที่มี พื้นที่สาธารณะและพื้นที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และผู้มาเยือนสามารถใช้ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม
4. การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลและจัดการเมือง
หลายความเห็นเน้นว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองมรดกโลก ประชาชนควรมีบทบาทในการร่วมออกแบบ ดูแล และจัดการเมือง ไม่ใช่เพียงเป็นผู้รับผลจากนโยบายเท่านั้น การมีส่วนร่วมดังกล่าวจะช่วยให้การพัฒนาเมืองสะท้อนตัวตนของชุมชน และรักษารากเหง้าวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ได้ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้มี สื่อและเครื่องมือที่ช่วยบอกเล่าวัฒนธรรมของชุมชน อย่างมีคุณภาพ และเคารพต่อประวัติศาสตร์และรากเหง้าของพื้นที่
5. คุณภาพชีวิตและสิทธิของคนในเมือง
ผู้เข้าร่วมจำนวนหนึ่งสะท้อนว่าเมืองมรดกโลกควรเป็นเมืองที่ ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ใช่เพียงการส่งเสริมการท่องเที่ยว เมืองควรเป็นพื้นที่ที่ผู้คนมี สิทธิขั้นพื้นฐาน มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีข้อเสนอว่าเชียงใหม่ควรเป็นเมืองที่ผู้คนสามารถ อยู่ดี กินดี เรียนดี และทำงานได้ดี พร้อมกับมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต
6. การสืบสานวัฒนธรรมและการสร้างจิตสำนึกของคนในเมือง
ประเด็นสุดท้ายคือการรักษา ประเพณีและวัฒนธรรมของเชียงใหม่ ให้คงอยู่ควบคู่กับการพัฒนาเมือง ผู้เข้าร่วมเห็นว่าการเป็นเมืองมรดกโลกควรเป็นโอกาสในการ ส่งเสริมการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชน ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องสร้าง จิตสำนึกของคนเชียงใหม่ในการดูแลบ้านเมืองของตนเอง ให้เห็นคุณค่าของพื้นที่และร่วมกันรักษามรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป
กิจกรรมบนเวทีช่วงที่หนึ่ง: การนำเสนอ Insight Shock Session
วิทยากรทั้งสามท่านร่วมนำเสนอและอภิปรายในหัวข้อ 1) เกณฑ์การประเมินเมืองมรดกโลก: สิ่งที่กรรมการมองหา 2) ช่องว่างของย่านสร้างสรรค์เชียงใหม่วันนี้ และ 3) ความเสี่ยง gentrification & เมืองแช่แข็ง โดยสรุปความได้ดังนี้
1. บริบทของเวทีสนทนาและโจทย์ “เมืองมรดกโลกที่ยังมีชีวิต”
เวทีสนทนานี้จัดขึ้นภายใต้บริบทของการเตรียมการเสนอพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่เข้าสู่กระบวนการประเมินเพื่อขึ้นทะเบียนเป็น เมืองมรดกโลก โดยมีพื้นที่วัดสำคัญ 7 แห่งเป็นศูนย์กลางของกระบวนการดังกล่าว การจัดเวทีจึงมีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่พูดคุยระหว่างผู้ที่ทำงานด้านเมือง ชุมชน และการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของเมืองเชียงใหม่ และบทบาทของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนเมืองร่วมกัน
การเสวนาได้ชี้ให้เห็นว่า การขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกไม่ใช่เพียงเรื่องของเอกสารหรือกระบวนการทางราชการเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนในเมืองควรเข้ามามีส่วนร่วมในการคิดและออกแบบอนาคตของเมืองร่วมกัน ตั้งคำถามว่าชุมชนจะสามารถมีบทบาทอย่างไรในการสร้างเมืองที่มีชีวิต และทำอย่างไรให้การพัฒนาเมืองไม่กลายเป็นเพียงการสร้างพื้นที่ท่องเที่ยว แต่ยังคงเป็นบ้านของผู้คนที่อาศัยอยู่จริงในเมืองเชียงใหม่
2. เกณฑ์การประเมินเมืองมรดกโลก: สิ่งที่กรรมการมองหา
การนำเสนอส่วนหนึ่งอธิบายถึงบริบทของการประเมินเมืองมรดกโลก ซึ่งมีเมืองจำนวนมากทั่วโลกที่อยู่ในกระบวนการเสนอชื่อและแข่งขันกันเพื่อให้ได้รับการขึ้นทะเบียน การประเมินดังกล่าวไม่ได้พิจารณาเพียงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของสถานที่เท่านั้น แต่ยังพิจารณาโครงสร้างการจัดการเมือง การอนุรักษ์พื้นที่ และการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรม
ในกรณีของเชียงใหม่ การเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการประเมินต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงานรัฐ ชุมชนท้องถิ่น นักวิชาการ และผู้ที่ทำงานด้านวัฒนธรรมและเมือง โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจร่วมกันว่ามรดกโลกไม่ใช่เพียง “สถานที่ท่องเที่ยว” แต่เป็นระบบคุณค่าทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนที่ยังดำรงอยู่ในเมือง
วิทยากรชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของเมืองมรดกโลกจำนวนมากทั่วโลกเกิดจากการมีพลังของภาคประชาชนและเครือข่ายในพื้นที่ที่ร่วมกันผลักดันและดูแลเมือง ไม่ใช่เพียงการดำเนินการจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว
3. ช่องว่างของย่านสร้างสรรค์ในเชียงใหม่ปัจจุบัน
หนึ่งในหัวข้อสำคัญของการนำเสนอคือประสบการณ์ของผู้ประกอบการและผู้ทำงานในพื้นที่ย่านสร้างสรรค์ ซึ่งเล่าถึงกระบวนการพัฒนาย่านผ่านกรณีของพื้นที่ชุมชนที่มีการปรับปรุงอาคารเก่าให้กลายเป็นพื้นที่กิจกรรมทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
วิทยากรอธิบายว่าพื้นที่ดังกล่าวเดิมเคยเป็นกิจการดั้งเดิม เช่น อู่ซ่อมรถหรือร้านค้าต่าง ๆ ที่มีบทบาทในเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ธุรกิจเดิมจำนวนมากปิดตัวลงหรือถูกทิ้งร้าง อาคารจำนวนหนึ่งจึงถูกนำมาปรับปรุงใหม่เพื่อให้สามารถรองรับกิจกรรมใหม่ ๆ ของชุมชนได้
การปรับพื้นที่ดังกล่าวนำไปสู่การสร้าง Creative Space และ Community Space ซึ่งเปิดให้ชุมชน นักศึกษา ศิลปิน และผู้ประกอบการรายย่อยสามารถใช้พื้นที่ร่วมกันได้ มีการจัดกิจกรรมตลาดหรือกิจกรรมชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือผู้ที่ไม่มีช่องทางทางการตลาดได้เข้ามาใช้พื้นที่ในการขายสินค้าและนำเสนอผลงานของตน
แนวคิดสำคัญของการพัฒนาย่านในลักษณะนี้คือการเติบโตไปพร้อมกันของชุมชน ผู้บรรยายย้ำว่าการพัฒนาเมืองไม่ควรเป็นเพียงการเติบโตของธุรกิจบางกลุ่มเท่านั้น แต่ควรเปิดโอกาสให้คนในชุมชนเดิมสามารถมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงคือเอกลักษณ์ของย่าน ซึ่งในกรณีของพื้นที่ที่นำเสนอ เป็นย่านที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา มีประวัติศาสตร์ของการอยู่อาศัยของผู้คนจากหลายเชื้อชาติ เช่น จีน อินเดีย และชุมชนคริสต์ ทำให้พื้นที่มีลักษณะเป็นย่านวัฒนธรรมที่หลากหลายและมีวิถีชีวิตเฉพาะของตนเอง
4. ความเสี่ยงของ Gentrification และ “เมืองแช่แข็ง”
การนำเสนออีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้นกับเมืองที่กำลังพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือการท่องเที่ยว คือปรากฏการณ์ gentrification ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่พื้นที่เมืองถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วจนทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และคนในชุมชนดั้งเดิมไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ต่อไปได้
วิทยากรเสนอว่า gentrification อาจเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ในเมืองที่กำลังเติบโต แต่สิ่งสำคัญคือการออกแบบระบบและกลไกที่จะทำให้คนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ โดยไม่ถูกผลักออกจากพื้นที่ของตน การพัฒนาเมืองจึงควรมองในมิติของ ระบบนิเวศสร้างสรรค์ (creative ecosystem) ซึ่งประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ ได้แก่
- ผู้คนในชุมชน
- พื้นที่ทางกายภาพของเมือง
- วัฒนธรรมท้องถิ่น
- ธุรกิจทั้งใหม่และดั้งเดิม
การสร้างสมดุลระหว่างองค์ประกอบเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการทำให้การพัฒนาเมืองเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน วิทยากรยังตั้งข้อสังเกตว่าหากการพัฒนาเมืองขาดการวางแผนร่วมกัน เมืองอาจกลายเป็น “เมืองแช่แข็ง” คือเมืองที่หยุดนิ่งหรือไม่สามารถเติบโตอย่างมีชีวิตชีวาได้ เพราะการพัฒนาถูกจำกัดอยู่เพียงรูปแบบหนึ่งหรือถูกควบคุมจากส่วนกลางโดยไม่ได้เชื่อมโยงกับความต้องการของคนในพื้นที่
5. แนวทางรับมือและข้อเสนอในการพัฒนาเมือง
ข้อเสนอสำคัญจากการนำเสนอคือการสร้างกระบวนการพัฒนาเมืองที่มีการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะคนในชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาเมืองควรให้ความสำคัญกับหลายมิติ เช่น
- การจัดการด้านกายภาพของเมือง
เมืองจำเป็นต้องดูแลพื้นที่สาธารณะ สภาพแวดล้อม และความสวยงามของพื้นที่ เพื่อให้เมืองสามารถรองรับการท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม - การสื่อสารและการสร้างความเข้าใจร่วมกัน
การพัฒนาเมืองจำเป็นต้องมีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบกิจกรรม การแสดงงาน หรือการเผยแพร่ข้อมูล เพื่อให้ผู้คนรับรู้ว่ากระบวนการพัฒนาเมืองกำลังเกิดขึ้นอย่างไร - การสร้างฐานข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับเมือง
จำเป็นต้องมีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ วัด และชุมชนโดยรอบ เพื่อให้การนำเสนอเมืองต่อผู้ประเมินหรือผู้มาเยือนสามารถสะท้อนคุณค่าของพื้นที่ได้อย่างครบถ้วน - การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน
บทเรียนจากการพัฒนาย่านสร้างสรรค์บางพื้นที่ชี้ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้การพัฒนาเมืองเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
6. แนวคิดหลักของเวที: เมืองที่พัฒนาแต่ยังคงมีชีวิต
ข้อสรุปสำคัญของเวทีคือแนวคิดเรื่อง “เมืองมรดกโลกที่ยังมีชีวิต” ซึ่งหมายถึงเมืองที่สามารถรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ยังเปิดพื้นที่ให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และชีวิตประจำวันของผู้คนในเมือง
การพัฒนาเมืองจึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการอนุรักษ์หรือการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ การพัฒนาเศรษฐกิจ และการดำรงอยู่ของชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้เมืองยังคงเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และสร้างสรรค์กิจกรรมร่วมกันได้ในระยะยาว
กิจกรรมบนเวทีช่วงที่สอง: ร่วมออกแบบพื้นที่ร่วมพัฒนาเมื่อเชียงใหม่จะเป็นเมืองมรดกโลก
- แนวคิดเรื่องพื้นที่สร้างสรรค์และการใช้พื้นที่เมือง
ผู้ร่วมเสวนาได้กล่าวถึงการพัฒนา “creative space” หรือพื้นที่สร้างสรรค์ภายในเมือง โดยตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันกิจกรรมสร้างสรรค์จำนวนมากกลับกระจุกตัวอยู่บริเวณนอกเมืองเก่า ทั้งที่พื้นที่ใจกลางเมืองควรเป็นพื้นที่สำคัญที่เปิดให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมและกิจกรรมสร้างสรรค์ได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม การใช้พื้นที่ในเมืองเก่ามักมีข้อจำกัด เช่น ขั้นตอนการขออนุญาต การจัดการโดยหน่วยงานต่าง ๆ หรือกฎระเบียบที่ทำให้การจัดกิจกรรมเกิดขึ้นได้ยาก ส่งผลให้พื้นที่สร้างสรรค์หลายแห่งเคลื่อนไปอยู่บริเวณรอบนอกแทน
นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการเชื่อมโยงพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองให้เกิดเครือข่ายกิจกรรม เช่น การเชื่อมเส้นทางผ่านประตูเมือง วัด และชุมชน เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ การท่องเที่ยว และกิจกรรมวัฒนธรรมที่ต่อเนื่องในพื้นที่เมืองเก่า
ผู้เข้าร่วมบางคนเสนอว่าเชียงใหม่มีศักยภาพด้านพื้นที่สีเขียวและต้นไม้จำนวนมาก หากสามารถออกแบบภูมิทัศน์เมืองให้มีเอกลักษณ์ร่วมกัน เช่น การปลูกต้นไม้หรือดอกไม้ชนิดเดียวกันทั่วเมืองในช่วงฤดูกาลหนึ่ง ก็อาจช่วยสร้างภาพจำและเอกลักษณ์ของเมืองได้
- การสร้างระบบนิเวศของความคิดสร้างสรรค์ในเมือง
อีกประเด็นสำคัญคือการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการสร้างสรรค์สามารถทดลองทำกิจกรรมในพื้นที่จริงได้ ผู้พูดบางคนเน้นว่าเมืองสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ผู้คน” ที่เข้ามาลงมือทดลองและพัฒนาพื้นที่ เช่น ศิลปิน นักศึกษา หรือผู้ประกอบการรายย่อยที่เริ่มต้นกิจกรรมใหม่ ๆ ในพื้นที่ชุมชน
ตัวอย่างหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงคือการใช้พื้นที่วัดซึ่งมีจำนวนมากในเมืองเชียงใหม่ให้เป็นพื้นที่ชุมชนที่มีชีวิต ไม่ใช่เพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่สามารถเปิดให้เกิดกิจกรรมเรียนรู้ งานสร้างสรรค์ หรือกิจกรรมของชุมชนได้ ซึ่งอาจช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัด ชุมชน และคนรุ่นใหม่
อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมเสวนายังตั้งข้อสังเกตว่าการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนดั้งเดิม เช่น การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมเชิงพาณิชย์ หรือความขัดแย้งระหว่างผู้พักอาศัยกับกิจกรรมใหม่ ๆ จึงจำเป็นต้องออกแบบการพัฒนาให้สมดุลและคำนึงถึงคนในพื้นที่
- การวิเคราะห์โซนพื้นที่สำคัญของเชียงใหม่
การนำเสนอในไฟล์หนึ่งได้แบ่งพื้นที่ของเชียงใหม่ออกเป็นหลายโซนตามลักษณะกิจกรรม เช่น
- โซนประวัติศาสตร์และมรดก เช่น ประตูเมือง วัด และชุมชนดั้งเดิม
- โซนพื้นที่สร้างสรรค์ เช่น บริเวณหลังมหาวิทยาลัยหรือย่านที่มีศิลปินและนักสร้างสรรค์
- โซน community hub ซึ่งเป็นพื้นที่รวมกิจกรรมของชุมชน
- โซนตลาดหรือกิจกรรมเศรษฐกิจชุมชน
ผู้พูดอธิบายว่าบางพื้นที่ เช่น นิมมานเหมินทร์ หรือย่านท่องเที่ยวบางแห่ง ได้กลายเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติจำนวนมาก ขณะที่บางพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น ย่านใกล้มหาวิทยาลัยหรือชุมชนดั้งเดิม อาจเป็นพื้นที่ที่สามารถพัฒนากิจกรรมสร้างสรรค์หรือกิจกรรมชุมชนได้มากขึ้นในอนาคต
การมองพื้นที่ในลักษณะโซนเช่นนี้ช่วยให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ และช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองได้อย่างเหมาะสม
- ความท้าทายในการประสานงานและการมีส่วนร่วมของประชาชน
ผู้เข้าร่วมอภิปรายถึงปัญหาการสื่อสารและการประสานงานในการทำงานเกี่ยวกับโครงการเมืองมรดกโลก โดยมีข้อสังเกตว่าหลายคนในภาคเอกชนหรือประชาชนทั่วไปยังไม่ทราบว่าหน่วยงานใดเป็นผู้ประสานงานหลัก หรือจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร
บางคนเสนอว่าควรมีการจัดทำข้อมูลหรือรายการงานที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างชัดเจน เช่น สิ่งที่แต่ละวัดหรือหน่วยงานต้องการ เพื่อให้ประชาชนหรือภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงตัวอย่างกิจกรรมที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ เช่น การทำความสะอาดวัดหรือพื้นที่เมืองก่อนกิจกรรมสำคัญ ซึ่งสะท้อนว่าการมีเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนสามารถกระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชนได้
- แนวคิดการสื่อสารและการสร้างการรับรู้ของสาธารณะ
ผู้เข้าร่วมยังเสนอแนวคิดในการสร้างการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง เช่น
- การใช้ป้ายหรือสื่อสาธารณะเพื่อสร้างความตื่นตัวเกี่ยวกับการเป็นเมืองมรดกโลก
- การใช้สื่อออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างแคมเปญหรือกิจกรรมที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่
- การทำ storytelling เพื่ออธิบายว่าการพัฒนาเมืองจะส่งผลดีต่ออนาคตของเมืองอย่างไร
ผู้พูดบางคนเชื่อว่าหากสามารถสร้างกระแสในสังคมได้ ก็อาจช่วยผลักดันให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยับตัวมากขึ้น
- การถกเถียงเกี่ยวกับการเป็นเมืองมรดกโลก
ช่วงท้ายของการอภิปรายมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับผลดีและผลกระทบของการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก โดยมีข้อกังวลจากภาคธุรกิจบางส่วนว่าการเป็นเมืองมรดกโลกอาจทำให้เกิดข้อกำหนดหรือข้อจำกัดใหม่ ๆ ต่อการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมเสวนาบางคนมองว่าการได้รับสถานะดังกล่าวจะช่วยเพิ่มการมองเห็นของเมืองและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในระยะยาว มีการเสนอว่าควรมีการวางแผนบริหารความเสี่ยงและการจัดการผลกระทบล่วงหน้า เพื่อให้การพัฒนาเมืองสามารถดำเนินไปได้อย่างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา
ข้อสรุปของเวทีสนทนา
ผู้ดำเนินรายการสรุปว่าการพูดคุยในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าหลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าเชียงใหม่ควรขับเคลื่อนไปสู่การเป็นเมืองที่มีชีวิต มีคุณภาพ และเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยว หรือผู้ประกอบการ การพัฒนาเมืองจึงไม่ควรเป็นเพียงการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนในเมืองและการรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่ไปพร้อมกัน อีกทั้งการทำให้เมืองมีชีวิตจำเป็นต้องอาศัยพลังของประชาชนและการร่วมมือจากหลายภาคส่วน
(ภาคผนวก)
บันทึกกิจกรรม “ถ้าเชียงใหม่เป็นเมืองมรดกโลก เมืองควรมีชีวิตอย่างไร”
| มีบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์และชุมชนอย่างแท้จริงทั้งในเชิงการเผยแพร่และการวางแผนพัฒนา | มีการเดินทางที่ดี โครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งที่ดี |
| อยากให้มี 1 วันที่คนเมืองนอกจากนักเรียนหรือข้าราชการประชาชนจะแต่งกายผ้าเมืองร่วมกันไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายดั้งเดิมหรือแต่งกายประยุกต์ก็ได้ให้เป็นเมืองที่พูดภาษาเมืองทั้งวัน | เมืองควรเข้าใจง่าย เดินทางง่าย ใช้ชีวิตง่าย ภาพรวมผังเมืองมีความง่ายต่อการทำความเข้าใจและสื่อสารง่าย |
| เมืองสะท้อนภาพการแก้ปัญหาของชุมชน ตอบรับวิถี และอนาคตที่เหมาะสมกับผู้คน | โครงสร้างพื้นฐานของเมืองต้องมาก่อน ต้องจัดระเบียบเมือง |
| การบำรุงรักษาสถานที่ทางประวัติศาสตร์อาคารบ้านเรือนต้องทำอย่างจริงจังและต้องเพิ่มวินัยและจิตสำนึกในการรักษาความสะอาดให้มากขึ้น | เป็นเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการออกแบบ การดูแลจัดการ และปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างแท้จริง มีชีวิตที่มีคุณภาพ บนฐานวัฒนธรรมของชุมชนด้วย ความเคารพต่อรากเหง้าเดิมของตน |
| เมืองควรมีชีวิตร่วมกับเชียงใหม่ในรูปแบบเดิมที่มีกลิ่นอายและวิถีชีวิตที่เห็นแล้วเป็นเมืองเชียงใหม่มีวัฒนธรรมและผู้คนที่ดี | ตามเดิมเมืองนี้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านวัฒนธรรมมากอยู่แล้ว ถ้าได้เป็นมรดกโลก เมืองควรจะต้องพัฒนาให้มากกว่านี้ ควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการดูแล เช่น การจัดการโครงสร้างต่าง ๆต้องถูกแจกแจงในระบบ |
| เมืองเจริญขึ้นโดยคำนึงถึงทุกคนคนเชียงใหม่อยู่ดีกินดีเรียนดีงานดี | เมืองมรดกโลกควรเป็นเมืองที่ผู้คนที่อาศัยอยู่มีสิทธิขั้นพื้นฐานที่ครอบคลุมคุณภาพชีวิตที่ดีทุกมิติเป็นเมืองที่คนอยู่กับอดีตปัจจุบันและอนาคตโดยไม่ทำลายกัน |
| อนุรักษ์สิ่งดี ๆ ภสคภูมิใจในประเพณี วัฒนธรรมของ ชาวเชียงใหม่ให้สมกับเป็นเมืองมรดกโลก | คนเชียงใหม่ควรมีจิตสำนึกในการดูแลบ้านเมืองตัวเองมากขึ้น |

