ปาฐกถาพิเศษโดย H.E. Ms. Arjaree Sriratanaban เอกอัครราชทูตไทยประจำออสเตรเลีย
ปาฐกถาพิเศษได้สะท้อนให้เห็นถึงบริบทของโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น และความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลียในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเฉพาะในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกซึ่งกำลังกลายเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงของโลก
ผู้บรรยายชี้ให้เห็นว่า โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายหลายประการพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนผลกระทบที่ยังคงต่อเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เช่น สงครามในยูเครนและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและระบบความมั่นคงระหว่างประเทศมีความเปราะบางมากขึ้น
ในบริบทดังกล่าว ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจึงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในฐานะศูนย์กลางของการค้าโลกและพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างประเทศจำนวนมาก ประเทศในภูมิภาคจึงจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมากขึ้นเพื่อรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายร่วมกัน
บทบาทของออสเตรเลียในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
ในการปาฐกถา เอกอัครราชทูตได้อธิบายถึงบทบาทของออสเตรเลียในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยระบุว่า ออสเตรเลียมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือหลักที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้ออสเตรเลียมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาค
ออสเตรเลียยังเป็นประเทศที่มีบทบาทเชิงรุกในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น ASEAN และ Asian Development Bank และมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ ในเอเชียอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ความตกลงการค้าเสรีสำคัญ ได้แก่
- Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP)
- Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership (CPTPP)
- ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Agreement (AANZFTA)
ความตกลงเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยมีประชากรเชื้อสายเอเชียจำนวนมาก ซึ่งช่วยส่งเสริมความเข้าใจและความเชื่อมโยงกับประเทศในเอเชียทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม
แนวนโยบายของประเทศไทยต่อเอเชีย
ในส่วนของประเทศไทย ผู้บรรยายได้กล่าวถึงแนวทางนโยบายต่างประเทศของไทยที่มุ่งเน้นการส่งเสริมเสถียรภาพของภูมิภาค การบูรณาการทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือพหุภาคี
ประเทศไทยในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ไทยยังมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงตลาดขนาดใหญ่หลายแห่งเข้าด้วยกัน เช่น ตลาดอาเซียนซึ่งมีประชากรกว่า 650 ล้านคน และตลาด RCEP ซึ่งมีประชากรรวมประมาณ 2.3 พันล้านคน
ในด้านเศรษฐกิจ ไทยกำลังผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ซึ่งมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีอุตสาหกรรมสำคัญที่ได้รับการส่งเสริม ได้แก่
- อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรสมัยใหม่
- อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและเซมิคอนดักเตอร์
- การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว เช่น พลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีแบตเตอรี่
นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการทูตระดับประชาชนผ่านความร่วมมือด้านการศึกษา การวิจัย และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างประเทศ
ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย: หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ปาฐกถายังได้เน้นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนที่เข้มแข็งมาอย่างต่อเนื่อง โดยความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement: TAFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2005 มีบทบาทสำคัญในการขยายการค้าระหว่างสองประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างไทยและออสเตรเลียอยู่ที่ประมาณ 30 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นอกจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจแล้ว ความสัมพันธ์ระดับประชาชนระหว่างสองประเทศก็มีความเข้มแข็งเช่นกัน ปัจจุบันมีชุมชนคนไทยในออสเตรเลียประมาณ 100,000 คน และมีนักศึกษาไทยกว่า 23,000 คนที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยของออสเตรเลีย ขณะที่ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียอีกด้วย
โอกาสความร่วมมือในอนาคต
ผู้บรรยายได้เสนอว่า ไทยและออสเตรเลียสามารถขยายความร่วมมือในหลายสาขาที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งสามารถดำเนินการผ่านความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ตัวอย่างเช่น โครงการความร่วมมือด้านเทคโนโลยีชีวภาพและการผลิตยาระหว่างหน่วยงานวิจัยของไทยและออสเตรเลีย
อีกด้านหนึ่งที่มีศักยภาพสูงคือความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลก ความร่วมมือในด้านนี้อาจครอบคลุมการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ การเกษตรที่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต
นอกจากนี้ ไทยและออสเตรเลียยังสามารถร่วมมือกันในด้านพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียว และการสร้างห่วงโซ่อุปทานสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า
บทสรุป
ในช่วงท้ายของการปาฐกถา ผู้บรรยายได้เน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและออสเตรเลียมีศักยภาพที่จะเติบโตมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในช่วง 10–20 ปีข้างหน้า ซึ่งความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับรัฐบาลเท่านั้น แต่จะขยายไปสู่ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชนท้องถิ่น
การเสริมสร้างความร่วมมือในด้านการวิจัย นวัตกรรม การศึกษา การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคได้มากขึ้น พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

