วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568 เวลา 12.00 – 16.00 น.
ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จัดโดย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)
ช่วงกล่าวปาฐกถาพิเศษ
โดย พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
สุนทรพจน์นี้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่ยุคแห่งความผันผวน ความไม่แน่นอน ความขัดแย้ง และความปั่นป่วน โดยหนึ่งในคำอธิบายที่สำคัญคือ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “โลกหลายขั้วอำนาจ” (multi-polar world) ซึ่งภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย เป็นพื้นที่สำคัญในโครงสร้างอำนาจใหม่นี้
ผู้บรรยายได้อธิบายถึง “พลวัตความมั่นคงใหม่” (new security dynamics) ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ โดยแบ่งออกเป็นหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประการแรก คือ การแข่งขันและการแสดงอิทธิพลของมหาอำนาจในภูมิภาค โดยเฉพาะในบริเวณคาบสมุทรเกาหลี เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ ซึ่งส่งผลให้ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น มีการเพิ่มจำนวนเรือลาดตระเวนและการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเข้ามาในภูมิภาคมากขึ้น ประเทศต่าง ๆ จึงเริ่มเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม จัดหาอาวุธที่ทันสมัยขึ้น และกระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจเพื่อสร้างหลักประกันด้านความมั่นคง
ประการที่สอง คือ บทบาทของ “ประเทศมหาอำนาจระดับกลาง” (middle powers) ที่เข้ามามีบทบาทในภูมิภาคมากขึ้น เช่น ประเทศในยุโรปที่ส่งกองเรือและเรือบรรทุกเครื่องบินเข้ามาในภูมิภาค ซึ่งทำให้ภูมิภาคนี้มีตัวเลือกด้านความร่วมมือทางความมั่นคงเพิ่มขึ้น และเป็นปัจจัยที่อาเซียนรวมถึงประเทศไทยไม่สามารถมองข้ามได้
ประการที่สาม คือ ความขัดแย้งภายในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ซึ่งทำให้เกิดพื้นที่ที่รัฐควบคุมไม่ได้ (ungoverned areas) และกลายเป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมใน “gray zone” เช่น ศูนย์หลอกลวง (scam centers) การค้ามนุษย์ และการค้ายาเสพติด ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการแบบเดิม หรือการทำงานแบบแยกส่วนอีกต่อไป
ประการที่สี่ คือ เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบของความมั่นคง ทั้งในมิติทางกายภาพ เช่น อาวุธพลังงานทิศทาง เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบอัตโนมัติ และในมิติที่ไม่ใช่กายภาพ เช่น ไซเบอร์ เทคโนโลยีควอนตัม และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง เปรียบเสมือนดาบสองคม
ประการที่ห้า คือ ความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาค
และประการสุดท้าย คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลต่อ “ความมั่นคงของมนุษย์” (human security) อย่างชัดเจน เช่น น้ำท่วม และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อพื้นที่ชายฝั่งของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค
จากพลวัตความมั่นคงเหล่านี้ ผู้บรรยายเสนอว่า ประเทศไทยควร “ปรับกรอบความคิด” จากการมองเรื่อง “corridors” หรือเส้นทางเชื่อมต่อทางกายภาพ ไปสู่แนวคิด “connectivity” หรือความเชื่อมโยงในทุกมิติ และเสนอแนวคิดสำคัญคือ ประเทศไทยควรเป็น “ศูนย์กลางของความเชื่อมโยง” (interior line of connectivity)
แนวคิดนี้มาจากยุทธศาสตร์ทางทหารที่เรียกว่า “interior lines” ซึ่งหมายถึง การที่กองกำลังอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลาง ทำให้สามารถเคลื่อนกำลัง ส่งกำลังบำรุง และสื่อสารได้รวดเร็วกว่า และมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ผู้บรรยายมองว่า ประเทศไทยมีลักษณะเช่นนี้ในเชิงภูมิศาสตร์ เพราะตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก และอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงสามารถเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การตอบสนองต่อวิกฤต และการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคได้
นอกจากทำเลที่ตั้งแล้ว ประเทศไทยยังมีจุดแข็งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือ มีภาพลักษณ์ของความเป็นกลาง เป็นประเทศที่มีความเป็นมิตร เปิดกว้าง เคารพอธิปไตยของประเทศอื่น เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ สนับสนุนระบบระเบียบโลกตามกติกา (rule-based order) เคารพสิทธิมนุษยชน และสนับสนุนเสรีภาพทางการค้า ความคิด และการเดินเรือ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในการสร้าง “ความไว้วางใจ” ระหว่างประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางของความเชื่อมโยงในอาเซียนและอินโด-แปซิฟิกได้ ผู้บรรยายเสนอแนวทางสำคัญ โดยเฉพาะการใช้ “กลไกด้านกลาโหม” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ เช่น ความร่วมมือทางทหาร การฝึกร่วม การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การทูตทางทหาร และกลไกความร่วมมือชายแดน ซึ่งกลไกเหล่านี้ช่วยสร้างความไว้วางใจ ความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างประเทศได้รวดเร็ว เพราะทหารของแต่ละประเทศมีพื้นฐานความรู้ ค่านิยม และประสบการณ์ร่วมกันอยู่แล้ว
โดยสรุป สุนทรพจน์นี้เสนอว่า ในโลกที่กำลังเปลี่ยนไปสู่โลกหลายขั้วอำนาจ ความมั่นคงไม่ได้หมายถึงเรื่องการทหารเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ อาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงของมนุษย์ ประเทศไทยจึงควรใช้จุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ ความเป็นกลาง ความน่าเชื่อถือ และความร่วมมือทางทหาร เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางของความเชื่อมโยง” ในภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในโลกยุคใหม่
หัวข้อ: “Human Security: The Role of Public Participation in National and Community Resilience”
ผู้ดำเนินรายการ:
ดร.มุกดา ปรัตถพงศ์สถิต
นักวิจัยจากศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมเสวนา:
- ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุภางค์ จันทวานิช
ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยการย้ายถิ่น สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ และหัวหน้าโครงการวิจัยการยกระดับพื้นที่เมืองชายแดน หน่วย บพท. - คุณพิชญา โมลเลอร์
ที่ปรึกษาด้านพัฒนาเมือง ธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทย - คุณสิรินทร์ ไชยคุนา
นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และประธานร่วมโครงการประชุมผู้นำเยาวชนอาเซียนเพื่อการริเริ่มนโยบาย (YAPNI) ประจำปี 2568 - คุณพิมพ์มาตา ปริสุทธิจิต
นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และรองประธานค่ายเยาวชนนักรัฐศาสตร์ (YPSC) ประจำปี 2568
1. แนวคิด Human Security และการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดความมั่นคง
การเสวนาเริ่มต้นจากการอธิบายแนวคิด “ความมั่นคงของมนุษย์” ซึ่งเป็นแนวคิดที่พัฒนาขึ้นเพื่อขยายความหมายของความมั่นคงออกจากกรอบเดิมที่มุ่งเน้นความมั่นคงของรัฐและความมั่นคงทางทหาร ไปสู่ความมั่นคงของชีวิตมนุษย์ในทุกมิติ แนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย UNDP ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 โดยเสนอว่า ความมั่นคงที่แท้จริงต้องหมายถึงการที่มนุษย์สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เพียงการที่รัฐมีเสถียรภาพหรือไม่มีสงครามเท่านั้น ความมั่นคงของมนุษย์จึงประกอบด้วยหลายมิติ เช่น ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงส่วนบุคคล ความมั่นคงของชุมชน และความมั่นคงทางการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันและส่งผลต่อชีวิตของผู้คนโดยตรง
ในโลกปัจจุบัน แนวคิดความมั่นคงของมนุษย์ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น ความแตกแยกทางการเมือง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร ปัญหาเหล่านี้ทำให้ความมั่นคงไม่สามารถมองแยกเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อีกต่อไป แต่ต้องมองแบบองค์รวม และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนและชุมชน ไม่ใช่เพียงรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้ดูแลความมั่นคงของสังคม
2. สถานการณ์ Human Security ของประเทศไทย
เมื่อพิจารณาในบริบทของประเทศไทย การเสวนาชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีพัฒนาการในหลายด้าน เช่น การศึกษา ระบบสาธารณสุข และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาเหล่านี้รวมถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศ ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศและการจัดการขยะ วิกฤตสุขภาพจิตที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางทางสังคมที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่าประเทศจะมีการพัฒนาในเชิงโครงสร้างก็ตาม
ประเด็นสำคัญที่ถูกเน้นในเวทีคือ การพัฒนาประเทศในอดีตมักวัดความสำเร็จจากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในปัจจุบัน การวัดความมั่นคงของประเทศจำเป็นต้องพิจารณาจากคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย เช่น สุขภาพจิต ความเท่าเทียม โอกาสทางเศรษฐกิจ และคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพราะหากประชาชนยังคงมีความเปราะบางในชีวิตประจำวัน ประเทศก็ไม่อาจถือว่ามีความมั่นคงอย่างแท้จริงได้
3. ความหมายของ Public Participation ในบริบทความมั่นคงยุคใหม่
ผู้ร่วมเสวนา โดยเฉพาะตัวแทนเยาวชน ได้เสนอว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ควรถูกมองเพียงในความหมายของการเข้าร่วมกิจกรรมของรัฐ หรือการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ควรถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือสำคัญ” ในการสร้างความสามารถของสังคมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่าง ๆ ในโลกยุคใหม่ เนื่องจากภัยคุกคามในปัจจุบัน เช่น ภัยไซเบอร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด หรือวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความรู้ ความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ทำความเข้าใจคำว่า “ชุมชน” ใหม่ โดยชุมชนไม่ได้หมายถึงเพียงกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่หมายถึงเครือข่ายของผู้คนที่มีความสนใจหรือปัญหาร่วมกัน ซึ่งอาจอยู่ต่างประเทศ ต่างภูมิภาค แต่สามารถเชื่อมโยงกันผ่านเทคโนโลยีและการสื่อสารได้ แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกปัจจุบัน ผู้คนไม่ได้เป็นเพียงพลเมืองของรัฐชาติเท่านั้น แต่ยังเป็น “พลเมืองโลก” ที่มีส่วนร่วมในประเด็นระดับโลกด้วย ดังนั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงในระดับโลกและระดับประเทศไปพร้อมกัน
4. บทบาทของประชาชนในการสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นของสังคม
การเสวนาเสนอว่าประชาชนมีบทบาทสำคัญอย่างน้อยสองลักษณะในการสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นของสังคม ลักษณะแรกคือการเป็น “ผู้สนับสนุน” ซึ่งหมายถึงการร่วมมือกับนโยบายสาธารณะ เช่น การปฏิบัติตามมาตรการของรัฐ การร่วมมือกับโครงการสาธารณะ หรือการช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้สนับสนุนไม่ได้หมายถึงการทำตามรัฐอย่างเดียว แต่ประชาชนควรส่งข้อมูลจากประสบการณ์จริงในระดับพื้นที่กลับไปยังรัฐด้วย เพื่อให้นโยบายสามารถปรับปรุงให้เหมาะสมกับความเป็นจริง
ลักษณะที่สองคือการเป็น “พลเมืองที่ตื่นตัว” หรือ active citizen ซึ่งหมายถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน และการมีความรับผิดชอบต่อสังคมในชีวิตประจำวัน ผู้ร่วมเสวนาเปรียบเทียบว่า รัฐและประชาชนเปรียบเสมือนชิ้นส่วนของเครื่องจักรเดียวกัน หากชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งไม่ทำงาน ระบบทั้งหมดก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ความมั่นคงของสังคมจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชน ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
5. ความสำคัญของชุมชนท้องถิ่นต่อการสร้าง Resilience
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกเน้นในเวทีคือ ความสำคัญของชุมชนท้องถิ่นในการสร้างความยืดหยุ่นของสังคม เพราะคนในพื้นที่เป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาในพื้นที่ดีที่สุด การออกแบบนโยบายจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาจริงได้ ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาอย่างชัดเจนคือสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งประเทศไทยสามารถรับมือได้ดีในช่วงแรก เนื่องจากมีความร่วมมือจากชุมชน เช่น อาสาสมัคร การเปิดโรงแรมเป็นสถานที่กักตัว และการช่วยเหลือกันในระดับชุมชน
จากประสบการณ์ดังกล่าว ผู้ร่วมเสวนาเสนอว่า การสร้างความยืดหยุ่นของสังคมต้องอาศัย “ความร่วมมือทางสังคม” หรือ social cohesion และต้องมีการสื่อสารสองทางระหว่างรัฐกับประชาชน กล่าวคือ ประชาชนต้องส่งข้อมูลและข้อเสนอแนะจากพื้นที่ไปยังรัฐ (feedback) ขณะเดียวกัน รัฐต้องสื่อสารนโยบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง (feedforward) หากประชาชนไม่เข้าใจนโยบาย นโยบายก็จะไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การสื่อสารและความเข้าใจระหว่างรัฐกับประชาชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของสังคมด้วย
6. ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน
การเสวนายังนำเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ชายแดนของประเทศไทย ซึ่งพบว่าพื้นที่ชายแดนมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ แต่กลับมีระดับการพัฒนาต่ำกว่าพื้นที่ศูนย์กลาง และมีช่องว่างระหว่างศักยภาพกับการพัฒนาที่เกิดขึ้นจริงสูง ปัญหาที่พบ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ นโยบายไม่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากพื้นที่ ทำให้เหลือผู้สูงอายุในพื้นที่ และการค้าชายแดนไม่ได้ทำให้ท้องถิ่นได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมา คือ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการค้า แต่ผู้ประกอบการยังต้องใช้ท่าเรือในต่างประเทศ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ยังไม่สามารถรองรับการค้าได้อย่างเต็มที่ ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาพื้นที่ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งรัฐส่วนกลาง รัฐท้องถิ่น ภาคเอกชน และชุมชน รวมถึงความร่วมมือข้ามพรมแดนด้วย
7. ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้าง Human Security และ Resilience
ในช่วงท้ายของการเสวนา มีการเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายหลายประการเพื่อสร้างความมั่นคงของมนุษย์และความยืดหยุ่นของสังคม เช่น การลดความแตกแยกทางการเมือง การส่งเสริมธรรมาภิบาลและความโปร่งใส การใช้แนวคิด whole-of-society ซึ่งหมายถึงการที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมกันแก้ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐเป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว และการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจและพัฒนาพื้นที่ของตนเอง
มีการยกตัวอย่างผู้ว่าราชการจังหวัดที่ช่วยเหลือประชาชนในช่วงโควิดโดยใช้เงินช่วยไถ่ของใช้ให้ชาวบ้าน เพื่อแสดงให้เห็นว่า ความยืดหยุ่นของสังคมไม่ได้เกิดจากนโยบายหรือโครงสร้างเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากผู้นำที่เข้าใจประชาชน และการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับชุมชนด้วย
8. บทบาทของคนรุ่นใหม่ในการสร้างอนาคตและความมั่นคงของสังคม
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งของการเสวนาคือบทบาทของคนรุ่นใหม่ โดยผู้แทนเยาวชนเสนอว่า คนรุ่นใหม่เติบโตมาในโลกที่เชื่อมต่อกันผ่านเทคโนโลยี การสื่อสาร และการเดินทาง ทำให้คนรุ่นใหม่มองตนเองเป็น “พลเมืองโลก” มากขึ้น และให้ความสำคัญกับปัญหาระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ความเหลื่อมล้ำ และอนาคตของคุณภาพชีวิต
เยาวชนจึงไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้รับนโยบาย แต่ต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของสังคม ต้องการพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น ต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบาย และต้องการการสนับสนุนจากรัฐและองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้สามารถมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสังคมได้จริง การสร้างความยืดหยุ่นของสังคมในอนาคตจึงต้องรวมคนรุ่นใหม่เข้าไปในกระบวนการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงให้เข้าร่วมกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

