วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา 12.00 – 16.00 น.
ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จัดโดย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย
โดย ฯพณฯ นายเอกอัครราชทูตนาเกซ ซิงห์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย
1. บริบทและความสำคัญของอินเดียต่ออาเซียน
ท่านทูตนาเกซ ซิงห์ เปิดปาฐกถาด้วยการกล่าวถึง “พลังใหม่ของอินเดีย” ในศตวรรษแห่งเอเชีย โดยเน้นว่าบทบาทของอินเดียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรม
อินเดียเป็นประเทศที่มี ประชากรวัยแรงงานมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังคงอยู่ในช่วง “โบนัสประชากร” (demographic dividend) ซึ่งตรงข้ามกับหลายประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ศักยภาพแรงงานขนาดใหญ่เช่นนี้ทำให้อินเดียกลายเป็น “แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของเอเชีย”
ในด้านการเมือง ท่านทูตเน้นว่าอินเดียได้รับการยอมรับในฐานะ ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก การมีส่วนร่วมของประชาชนกว่า 900 ล้านคนในการเลือกตั้ง เป็นสัญลักษณ์ของ “พลังประชาชน” ที่ประเทศอื่นสามารถเรียนรู้ได้
อีกทั้ง อินเดียยังมีรากฐานทางอารยธรรมร่วมกับอาเซียนมายาวนาน ทั้งศาสนา ภาษา และปรัชญา ท่านทูตกล่าวว่า “เราไม่ใช่เพียงพันธมิตรทางเศรษฐกิจ แต่คือเพื่อนบ้านทางอารยธรรม (civilizational neighbors) ที่เข้าใจกันในระดับจิตวิญญาณ”
2. มิติทางเศรษฐกิจและการค้า
เศรษฐกิจเป็นหัวใจของความร่วมมืออินเดีย–อาเซียน ท่านทูตได้ชี้ให้เห็นว่า อินเดียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 6–7% ต่อปีในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา และกำลังขยับขึ้นเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลก
นโยบาย Look East และ Act East ของอินเดียมุ่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจของตนกับอาเซียนผ่านการค้า การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะ โครงการเชื่อมโยงถนนระหว่างประเทศ (India–Myanmar–Thailand Trilateral Highway) ที่จะกลายเป็นเส้นเลือดหลักของห่วงโซ่อุปทานในอนาคต
อินเดียยังเน้นแนวคิด “Supply Chain Resilience” ที่ไม่ใช่เพียงการกระจายการผลิต แต่รวมถึงมาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของอาเซียนในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนและยืดหยุ่น
ท่านทูตยกตัวอย่างว่า “อินเดียและอาเซียนต่างมีจุดแข็งที่เกื้อกูลกัน — อินเดียมีเทคโนโลยี อาเซียนมีภูมิศาสตร์และทรัพยากร เมื่อผนึกกำลังกัน เราจะกลายเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”
อย่างไรก็ดี ท่านทูตได้กล่าวถึง อุปสรรคทางการค้า เช่น ความแตกต่างด้านนโยบายภาษีและกฎระเบียบ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเจรจาอย่างต่อเนื่องในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อให้การค้าเสรีระหว่างอินเดียและอาเซียนเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ
3. มิติความมั่นคงและยุทธศาสตร์ภูมิภาค
ในมิติความมั่นคง อินเดียไม่ได้มองอาเซียนเพียงในฐานะตลาดเศรษฐกิจ แต่ในฐานะ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ที่มีความสำคัญต่อเสถียรภาพของภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก
ท่านทูตอธิบายว่า ครึ่งหนึ่งของเส้นทางการค้าทางทะเลของโลก พาดผ่านภูมิภาคนี้ ดังนั้น อินเดียจึงให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางทะเล การคุ้มครองเส้นทางเดินเรือ และการสร้างความร่วมมือกับกองทัพเรือของประเทศอาเซียน เพื่อรักษา “เสรีภาพแห่งการเดินเรือ” (freedom of navigation)
อินเดียยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงในรูปแบบใหม่ (comprehensive security) ครอบคลุม พลังงาน อาหาร เทคโนโลยี และมนุษย์ โดยมีแนวทางที่เรียกว่า human-centric approach to security — คือการมองว่าความมั่นคงของมนุษย์เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา
ท่านทูตยังกล่าวถึงการถ่วงดุลอิทธิพลของจีน โดยยืนยันว่า “อินเดียไม่ต้องการแข่งขัน หากแต่อยากเป็นเสาหลักในการสร้างสมดุลของภูมิภาค” ซึ่งสะท้อนแนวทาง การจัดระเบียบโลกแบบหลายขั้ว (multipolar world order) ที่เปิดโอกาสให้ประเทศขนาดกลางและเล็กมีเสรีภาพในการเลือกแนวทางของตน
4. ความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและสังคม
ท่านทูตนาเกซได้เน้นว่า ความสัมพันธ์อินเดีย–อาเซียนไม่อาจเข้าใจได้หากมองเพียงในมิติรัฐต่อรัฐ เพราะ “สายสัมพันธ์ที่แท้จริงอยู่ในระดับวัฒนธรรมและผู้คน”
อินเดียได้ถ่ายทอดมรดกทางศิลปะ ศาสนา และวรรณกรรมมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากว่าพันปี ทั้งพุทธศาสนา ศาสนาฮินดู สถาปัตยกรรมแบบอินเดีย รวมถึงแนวคิดเรื่อง “กษัตริย์สมมติเทพ” ที่ปรากฏในหลายสังคมของภูมิภาค
ท่านกล่าวว่า “วัฒนธรรมคือสะพานที่แข็งแรงที่สุดในการเชื่อมใจคน” พร้อมชี้ให้เห็นว่า ภาษาไทยและภาษาของอาเซียนหลายประเทศมีรากศัพท์จากสันสกฤตและบาลี ซึ่งตอกย้ำว่า “เราไม่ได้เป็นเพียงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นหุ้นส่วนทางอัตลักษณ์”
อย่างไรก็ดี ท่านทูตยอมรับว่ายังมี “ความเข้าใจผิดและอคติทางสังคม” ต่ออินเดียในบางประเทศ เช่น ภาพจำว่า “อินเดียยากจน” ทั้งที่ในความเป็นจริง อัตราความยากจนของอินเดียต่ำกว่าไทยในปัจจุบัน นี่จึงเป็นสัญญาณว่าจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรม (people-to-people exchange) อย่างต่อเนื่อง
5. บทบาทของเยาวชนและการแลกเปลี่ยน
ท่านทูตให้ความสำคัญกับเยาวชนอย่างยิ่ง โดยมองว่า “เยาวชนคือพลังแห่งอนาคต” ที่จะสานต่อสายสัมพันธ์อินเดีย–อาเซียนให้มั่นคง
อินเดียมีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและทุนการศึกษาจำนวนมากภายใต้กรอบ ITEC และ ICCR ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนอาเซียนเข้ามาศึกษาและฝึกงานในภาคเทคโนโลยี สตาร์ทอัป และธุรกิจของอินเดีย ท่านย้ำว่า “บริษัทอินเดียยินดีต้อนรับเยาวชนจากอาเซียน เพราะเราต้องการสร้างเครือข่ายของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจกันอย่างแท้จริง”
เยาวชนอินเดียเองก็มีบทบาทสำคัญในระดับโลก โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และนวัตกรรม ทำให้เกิด “แรงงานความรู้” (knowledge workers) ที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นพื้นฐานของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างอินเดียกับอาเซียนในอนาคต
6. ความสัมพันธ์ไทย–อินเดียและความท้าทาย
ท่านทูตยกกรณีของประเทศไทยเป็นตัวอย่างของ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มีรากฐานแข็งแรงที่สุดในภูมิภาค” โดยอินเดียมองไทยว่าเป็น “เสาหลัก” (pillar) ของนโยบาย Act East เพราะไทยตั้งอยู่ใจกลางอาเซียนและมีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ
อินเดียและไทยไม่มีข้อพิพาททางการเมืองหรือดินแดน จึงเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการขยายความร่วมมือในอนาคต ทว่าท่านทูตก็ยอมรับว่า ความท้าทายสำคัญคือช่องว่างทางภาพลักษณ์และการรับรู้ — คนรุ่นใหม่ทั้งสองประเทศยังไม่ตระหนักถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งระหว่างกัน
ท่านเสนอให้ทั้งสองฝ่ายส่งเสริมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเยาวชน การประชุมวิชาการ และความร่วมมือทางสื่อ เพื่อสร้าง “ภาพจำใหม่ของอินเดียในสายตาไทย และของไทยในสายตาอินเดีย”
7. ข้อสรุปและทิศทางในอนาคต
ท่านทูตนาเกซปิดปาฐกถาด้วยข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 3 ประการ
- ส่งเสริมความร่วมมือในโลกหลายขั้ว (Multipolar Cooperation): อินเดียจะร่วมมือกับอาเซียนในฐานะ “เสาหลักแห่งเสรีภาพในการเลือก” เพื่อให้ภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ไม่ใช่สนามแข่งขันของมหาอำนาจ
- ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development): ผ่านโครงการเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) เพื่อรักษาทรัพยากรและคุณภาพชีวิตของผู้คน
- เสริมพลังเยาวชนและประชาชน (People and Youth Empowerment): เพราะความสัมพันธ์อินเดีย–อาเซียนจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อผู้คนเข้าใจกันจริง ๆ ไม่ใช่แค่รัฐที่ลงนามข้อตกลงร่วมกัน
“ความสัมพันธ์อินเดีย–อาเซียนไม่ใช่เพียงการทูตระหว่างรัฐบาล แต่คือสายสัมพันธ์ของผู้คน วัฒนธรรม และอนาคตที่เราสร้างร่วมกัน” — ฯพณฯ นายเอกอัครราชทูตนาเกซ ซิงห์
หัวข้อ: India–ASEAN Economic Corridors: Towards a New Framework for Sustainable Growth
ผู้ดำเนินรายการ:
คุณเสกสรร อนันต์ศิริเกียรติ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
ผู้ร่วมเสวนา:
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยนัฐ โสภาค ศูนย์อินเดียศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
- ดร.พัชรวิรัล เจริญพัชรพร ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
1. ภาพรวมและแนวคิดหลักของการเสวนา
เวทีเสวนานี้จัดขึ้นเพื่อขยายผลจากคำกล่าวปาฐกถาของ ฯพณฯ ท่านทูตนาเกซ ซิงห์ โดยตั้งคำถามว่า “จะทำอย่างไรให้อาเซียนและอินเดียเดินหน้าสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมภายใต้บริบทอินโด–แปซิฟิกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
ผู้ร่วมเสวนาทั้งสองท่านได้ร่วมกันวิเคราะห์ โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับอินเดียในมิติอารยธรรม เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม พร้อมเสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการสร้าง “corridor ของความยั่งยืน” ที่เชื่อมโยงผู้คนและประเทศในภูมิภาคเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง
2. ความต่อเนื่องทางอารยธรรมและอัตลักษณ์ร่วม
ดร.พัชรวิรัล ได้เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึง “รากอารยธรรมร่วม” (shared civilizational roots) ระหว่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าไม่ใช่เพียงเรื่องของศาสนาหรือวรรณกรรม หากแต่เป็นกรอบคิดที่ก่อให้เกิดสำนึกทางอัตลักษณ์ร่วมในระดับลึก เธอยกตัวอย่างว่า แนวคิด “ธรรมจักร” และ “ความยุติธรรมของกษัตริย์” จากอินเดียโบราณ แพร่เข้ามาในสุวรรณภูมิและกัมพูชา กลายเป็นโครงสร้างทางความคิดของรัฐและสังคม เช่น แนวคิด Devaraja หรือ Rama–Dharma ที่ยังคงสะท้อนอยู่ในวัฒนธรรมการเมืองของภูมิภาคนี้
ในมุมนี้ ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องกันว่า ความเข้าใจในอดีตไม่ควรถูกจำกัดไว้เพียงในเชิงพิพิธภัณฑ์ แต่ควรนำมาสร้าง “ทุนทางอารยธรรม” (civilizational capital) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทูตเชิงวัฒนธรรม (cultural diplomacy) และสร้างอัตลักษณ์ร่วมในโลกที่ถูกกำหนดโดยมหาอำนาจภายนอก
3. เศรษฐกิจเกื้อกูลและห่วงโซ่อุปทานใหม่
ผศ.ดร.ปิยนัฐ ได้อธิบายว่า อินเดียและอาเซียนมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่ “เกื้อกูลกันโดยธรรมชาติ” (complementarity) กล่าวคือ อินเดียมีฐานเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่แข็งแรง โดยเฉพาะในภาคเภสัชภัณฑ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และนวัตกรรมดิจิทัล ขณะที่อาเซียนมีฐานการผลิตและซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น การเชื่อมโยงสองระบบนี้เข้าด้วยกันจะทำให้เกิด “ห่วงโซ่อุปทานเอเชียใหม่” ที่ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง เช่น จีน หรือสหรัฐฯ และสร้างทางเลือกที่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ (economic diversification) ให้กับประเทศในภูมิภาค
เขาเน้นว่าความร่วมมือนี้ควรอยู่บนหลักการของ “Resilient and Sustainable Growth” ไม่ใช่แค่การขยายตัวทางการค้า แต่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม แรงงาน และเทคโนโลยีสะอาด เช่น โครงการลงทุนร่วมใน Green Energy, EV Industry, Digital Manufacturing และ Smart Logistics
ดร.ปิยนัฐยังกล่าวถึงแนวโน้มที่อินเดียอาจกลายเป็น “ทางเลือกใหม่ของการผลิตระดับโลก” (new manufacturing hub) โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศเริ่มย้ายฐานการผลิตออกจากจีนหลังโควิด-19 ซึ่งเปิดโอกาสให้อาเซียนและอินเดียสร้างระบบเศรษฐกิจแบบ co-development ที่ไม่แข่งขันกัน แต่พัฒนาไปด้วยกัน
4. พลังอ่อนและความมั่นคงแบบใหม่ในภูมิภาค
ดร.พัชรวิรัลชี้ให้เห็นว่า ความมั่นคงของภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกในยุคปัจจุบันไม่อาจวัดด้วยกำลังทางทหารเท่านั้น แต่ต้องรวมถึง “ความมั่นคงของมนุษย์” (human security) เช่น ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และสาธารณสุข ซึ่งอินเดียและอาเซียนต่างมีศักยภาพร่วมในการพัฒนา ตัวอย่างเช่น บทบาทของกองทัพเรืออินเดียในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วงภัยพิบัติสึนามิ ค.ศ. 2004 ถูกยกขึ้นเป็น “ตัวแบบของความมั่นคงที่ไม่สร้างภัยคุกคาม” ซึ่งอาเซียนให้คุณค่าสูงสุด เพราะสอดคล้องกับหลักการ “ไม่แทรกแซงและไม่ครอบงำ” นอกจากนี้ ความสามารถของอินเดียด้าน ดาวเทียมและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ยังช่วยเสริมศักยภาพของอาเซียนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการภัยพิบัติ และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ
ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า ความมั่นคงรูปแบบใหม่นี้ต้องพัฒนาไปพร้อมกับ “การสร้างความไว้วางใจเชิงสังคม” (societal trust) เพื่อให้ภูมิภาคสามารถรับมือกับวิกฤตข้ามพรมแดนในอนาคต
5. ช่องว่างด้านข้อมูล การรับรู้ และความท้าทายเชิงโครงสร้าง
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นอย่างเด่นชัดคือ “ช่องว่างด้านการรับรู้ (information and perception deficit)” ที่ท่านทูตนาเกซเคยกล่าวถึง ผู้ร่วมเสวนาชี้ว่า แม้อาเซียนและอินเดียมีประวัติศาสตร์ร่วมยาวนาน แต่สังคมสมัยใหม่กลับยังไม่รู้จักกันอย่างแท้จริง เช่น คนไทยจำนวนมากยังมองอินเดียผ่านภาพจำเรื่องศาสนาหรือความยากจน ขณะที่สื่ออินเดียเองก็ยังไม่สื่อสารภาพของอาเซียนในเชิงร่วมสมัยมากพอซึ่งช่องว่างนี้ไม่เพียงเป็นปัญหาทางสังคม แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การค้าการลงทุนและการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา
ดร.ปิยนัฐเสนอว่า “เราจำเป็นต้องสร้างแพลตฟอร์มความรู้ร่วมระหว่างอินเดียและอาเซียน” ผ่านเครือข่ายนักวิชาการ สื่อมวลชน และเยาวชน เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่ที่สะท้อนความจริงของทั้งสองฝ่ายในยุคดิจิทัล
6. กรอบแนวคิด “3P” : Peace – Prosperity – People
ช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมเสวนาทั้งสองได้ร่วมกันเสนอกรอบคิด “3P” เป็นหลักในการออกแบบความสัมพันธ์อินเดีย–อาเซียนในอนาคต
- Peace (สันติภาพ): เสริมสร้างภูมิภาคที่มั่นคงผ่านการเจรจา ความร่วมมือทางทะเล และการพัฒนาอย่างไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
- Prosperity (ความมั่งคั่ง): ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน
- People (ประชาชน): วางประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยเฉพาะเยาวชนในฐานะ “นักการทูตเชิงวัฒนธรรม” (cultural diplomats) ที่เชื่อมโยงภูมิภาคผ่านการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยน
ผู้ร่วมเสวนาย้ำว่า “สิ่งที่เราขาดไม่ใช่ความเป็นเอกภาพ (unity) แต่คือความเป็นแบบเดียวกัน (uniformity)” — การรักษาความหลากหลายภายในภูมิภาคนี้คือพลัง ไม่ใช่จุดอ่อน
7. สรุปภาพรวมจากการเสวนา
การเสวนาครั้งนี้สะท้อนภาพของ “หุ้นส่วนอาเซียน–อินเดียยุคใหม่” ที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงรัฐ แต่เป็นเครือข่ายระหว่างผู้คน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน อินเดียและอาเซียนต่างต้องเผชิญโจทย์ร่วมกัน — การเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ ความท้าทายจากเทคโนโลยี และแรงกดดันจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม — ซึ่งสามารถพลิกให้เป็นโอกาสได้ หากความร่วมมือระหว่างภูมิภาคนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความเคารพ และความยั่งยืน
“ความสัมพันธ์ที่แท้จริงไม่เกิดจากเอกสารหรือข้อตกลง แต่เกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างผู้คน”คือข้อสรุปจากเวทีเสวนา

