วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เวลา 12.00 – 16.00 น.
ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จัดโดย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เวทีนโยบายสาธารณะในครั้งนี้ประกอบด้วย (1) การบรรยายพิเศษ (Keynote) โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในหัวข้อNavigating a Fragmented World: Asia’s Role in the Changing Global Order และ (2) เวทีเสวนาในหัวข้อ “Youth Participation in Rebuilding on the Global Order” ที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสู่การนำไปประยุกต์ใช้เชิงนโยบาย
ช่วงกล่าวปาฐกถาพิเศษ
ประเด็นสำคัญที่ได้จากการบรรยายและเสวนา
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยได้ถ่ายทอดภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก ซึ่งกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความไม่แน่นอน และมีลักษณะของ “โลกที่แตกแยก” (Fragmented World) ที่มีกฎเกณฑ์ร่วมลดความสำคัญลง ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในเอเชีย กลับมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในเวทีเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งในเวทีนี้ได้เน้นให้เห็นว่า “เอเชียไม่ควรเป็นเพียงผู้ตามหรือติดตามความเปลี่ยนแปลง” แต่ต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีบทบาทในการร่วมกำหนดทิศทางของระเบียบโลกใหม่ โดยเฉพาะในแง่ของการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบยั่งยืน การเปิดรับความหลากหลาย และการเน้นความร่วมมือที่ไม่แบ่งขั้วอำนาจ
หนึ่งในประเด็นหลักที่ถูกอภิปรายอย่างลึกซึ้ง คือ ความอ่อนแอของสถาบันพหุภาคีแบบดั้งเดิม เช่น สหประชาชาติ (UN) และองค์การการค้าโลก (WTO) ที่กำลังถูกท้าทายจากความเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์และความแตกแยกทางการเมือง ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า เอเชียควรจะตอบสนองต่อสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร เพื่อรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค และยกระดับอิทธิพลในระดับโลก
การอภิปรายในเวทีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันมิได้ส่งผลกระทบเฉพาะระดับประเทศมหาอำนาจเท่านั้น หากแต่กระทบถึงประเทศในระดับภูมิภาคอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากฝั่งตะวันตกและตะวันออก การแข่งขันทางเทคโนโลยี ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ กลายเป็น “วาระร่วมระดับภูมิภาค” ที่ต้องการความร่วมมือมากกว่าการแบ่งขั้ว นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงของระบบโลกยังส่งผลต่อความชอบธรรมของระบบการค้าแบบเสรีและกลไกพหุภาคี ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศในเอเชียเคยใช้ในการเติบโต จึงมีความจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการพัฒนาของตนให้สอดคล้องกับโครงสร้างโลกใหม่
จากเวทีนโยบายสาธารณะ ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกีรยติ เสถียรไทย มีข้อเสนอแนวนโยบายสำคัญ คือ
(1) การส่งเสริมบทบาทของเอเชียในระดับนานาชาติ ผ่านกลไกใหม่ที่เปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิด และภูมิรัฐศาสตร์
โดยเน้นว่า เอเชียต้องไม่เป็นเพียงผู้ปรับตัว แต่ต้องเป็นผู้กำหนดทิศทาง (agenda setter) ในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น โดยเน้นว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันทำให้สถาบันพหุภาคีแบบเดิม เช่น UN, WTO, IMF ต้องเผชิญกับความท้าทายจากความแตกแยกทางการเมือง การเจรจาที่ไม่สมดุล และกลไกที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้ามามีบทบาทอย่างแท้จริง
มุ่งไปที่การ จัดตั้งหรือสนับสนุนกลไกความร่วมมือใหม่ที่ยึดแนวคิด “Inclusive Multilateralism” ซึ่งเอื้อต่อความหลากหลายของภูมิภาคเอเชียทั้งในเชิงวัฒนธรรม ความคิด และระบบเศรษฐกิจ เช่น การขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือภูมิภาค (Regional Platforms) ที่ยืดหยุ่นและเป็นเจ้าของร่วมกันของประเทศในเอเชีย เช่น ASEAN, BIMSTEC, หรือกรอบความร่วมมือในระดับ sub-region อย่าง GMS หรือ CLMV ให้กลายเป็น “กำลังทางความคิด (Think Power)” ที่เสนอแนวทางใหม่ในการสร้างเสถียรภาพโลก
(2) สนับสนุนการสร้างเวทีนโยบายแบบ “ข้ามระดับ” (Cross-level Multilateral Dialogue)
เพื่อให้เกิดการบูรณาการระหว่างเวทีระดับโลก (เช่น UN, COP, WTO) กับเวทีระดับภูมิภาค (เช่น ASEAN, APEC) และเวทีท้องถิ่น/ภาคประชาชน (Local Stakeholder Forums) อย่างแท้จริง ประเทศไทยควรเป็นเจ้าภาพผลักดันแพลตฟอร์มลักษณะนี้ ซึ่งจะช่วยสร้างแนวทางนโยบายที่ “เชื่อมความเป็นสากลกับความเป็นท้องถิ่น” และยกระดับการมีส่วนร่วมของพลเมืองในระบบพหุภาคีอย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใต้ยุคของโลกที่มีความแตกแยกสูง ไทยและประเทศในเอเชียสามารถมีบทบาทเป็นเจ้าภาพจัดเวทีที่ใช้ “การสร้างเป้าหมายร่วม” เป็นเครื่องมือในการลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ ตัวอย่างหัวข้อ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีสถาบันวิชาการหรือกลไกร่วมรัฐบาล–ภาคประชาสังคมเป็นผู้ดำเนินการ เชิงนโยบาย ไทยจึงควรลงทุนในระบบ “knowledge diplomacy” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการนำเสนอประเด็นและดึงพันธมิตรข้ามภูมิภาคมาร่วมออกแบบนโยบายร่วมกัน
(3) ส่งเสริมการเป็น “เจ้าภาพทางปัญญา” (Intellectual Convenor) ของเอเชียในเรื่องความร่วมมือเพื่อเป้าหมายร่วม (Shared Goals)
ช่วงเสวนาวิชาการ
หัวข้อ “Youth Participation in Rebuilding on the Global Order”
การเสวนานี้เปิดพื้นที่ให้เยาวชนร่วมแสดงบทบาทในการอภิปรายซึ่งได้สะท้อนให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ไม่เพียงมีความเข้าใจในประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ หากแต่ยังมีความตื่นตัวและความพร้อมที่จะมีบทบาทในการสร้างโลกใหม่ที่มีความเท่าเทียม เป็นธรรม และยั่งยืน โดยเน้นย้ำว่าควรมีการเปลี่ยนจาก “การมีส่วนร่วมเชิงกิจกรรม” ไปสู่ “การมีส่วนร่วมเชิงโครงสร้าง” ผ่านการออกแบบนโยบายที่เปิดรับเสียงของเยาวชนอย่างแท้จริง
ผู้เข้าร่วมเวทีได้ชี้ให้เห็นว่า เอเชียควรยกระดับบทบาทจาก “ภูมิภาคผู้ผลิต” ไปสู่ “ภูมิภาคผู้กำหนดมาตรฐาน” โดยเฉพาะในประเด็นใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน ความมั่นคงด้านสุขภาพ และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การมีจุดยืนร่วมของเอเชียในเรื่องเหล่านี้จะสามารถต่อรองและเจรจากับภูมิภาคอื่นได้อย่างมีน้ำหนักมากขึ้น บทบาทขององค์กรระดับภูมิภาค เช่น ASEAN หรือ BIMSTEC จึงควรถูกฟื้นฟูและเสริมสร้างศักยภาพให้ทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการกำหนดมาตรการที่ตอบสนองผลประโยชน์ของเอเชียร่วมกัน ไม่ใช่เพียงการเป็นผู้ตามกระแสการเจรจาระดับโลก
สุดท้าย บทสนทนาในเวที Asia Forward ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ทุนทางสังคม” และ “พลังของภาคพลเมือง” ในการขับเคลื่อนระเบียบโลกใหม่ที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทเป็นทั้งผู้เสนอแนวคิดและผู้ลงมือปฏิบัติ ความรู้จากท้องถิ่น การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม และการส่งเสริมให้เกิด “พื้นที่ปลอดภัยทางความคิด” สำหรับคนรุ่นใหม่ ถูกเสนอให้เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวในการวางรากฐานการเมืองภาคพลเมืองในเอเชีย ที่มีความพร้อมรับมือกับโลกที่ซับซ้อน ยืดหยุ่น และมีความไม่แน่นอนสูง เวทีลักษณะนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมวิชาการ แต่ยังเป็นกลไกสร้าง “ภูมิคุ้มกันเชิงนโยบาย” ให้กับประเทศในเอเชียในยุคที่ความมั่นคงไม่ได้หมายถึงแค่ความมั่นคงทางทหาร แต่รวมถึงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และคุณค่าร่วมของมนุษยชาติด้วย
