ว่าด้วยนโยบาย Look East / Act East ของอินเดียกับแนวทางการพัฒนาของ EEC

โดย นางสาวภัสสรา บุญญฤทธิ์
ผู้ช่วยนักวิจัยโครงการการจัดการความรู้และพัฒนาเครือข่ายนโยบาย เพื่อการพัฒน้าพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทนำ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อินเดียได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในฐานะ “พลังใหม่” ของเอเชียและของโลก ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจ ประชากร และเทคโนโลยี ทำให้อินเดียกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่นานาชาติไม่อาจมองข้าม ในขณะที่บทวิเคราะห์และการประชุมวิชาการต่าง ๆ มักเน้นย้ำถึงความสำคัญของอินเดียในฐานะ “มหาอำนาจเชิงยุทธศาสตร์” สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทว่า ความสามารถเชิงนโยบายของอินเดียยังคงเป็นคำถามที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

ประเทศไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนก็มีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมโยงกับอินเดีย โดยเฉพาะผ่านโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC) ซึ่งเป็น “เรือธง” ของยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งในมิติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ภายใต้ความคาดหวังว่า EEC จะทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโยงโยบายไทยกับภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับศักยภาพที่แท้จริงของ EEC ในการผลักดันความร่วมมือกับอินเดีย ทั้งในแง่ศักยภาพเชิงนโยบาย (policy capacity) และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเชื่อมโยงดังกล่าว

งานศึกษานี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจว่าระหว่าง Narrative และ Reality ของความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ผ่าน EEC นั้นมีความแตกต่างกันเพียงใด โดยจะวิเคราะห์ใน 4 มิติหลัก ได้แก่

  1. EEC ในฐานะโครงการยุทธศาสตร์ของไทยและการเชื่อมโยงกับอินเดีย
  2. ความคาดหวังและโอกาสของ EEC กับ อินเดีย 
  3. ข้อท้าทายของไทยต่อการดึงดูดการลงทุนและการเชื่อมต่อภูมิภาค
  4. ร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย

1. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC) ในฐานะโครงการยุทธศาสตร์ของไทย และโครงสร้างพื้นฐานที่ประกาศไว้ 

EEC ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้ยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์ 4.0” และ “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตแบบใช้แรงงานราคาถูก ไปสู่การเป็นศูนย์กลางของ อุตสาหกรรมเป้าหมาย (Targeted Industries) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมเป็นฐาน รัฐบาลไทยวางตำแหน่ง EEC ให้เป็น “Growth Engine” ของประเทศ และเป็น “จุดศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค” ที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ดิจิทัล, หุ่นยนต์, การบินและโลจิสติกส์, การแพทย์ครบวงจร และชีวภาพขั้นสูง โดยมีพื้นที่และขอบเขตการพัฒนาครอบคลุม 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งถูกกำหนดบทบาทให้สอดรับกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในด้านต่าง ๆ กล่าวคือ

  • จังหวัดฉะเชิงเทรา

การพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นไปตามกรอบแนวคิด “เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว น่าลงทุน พัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะ EEC” ที่ถูกเน้นการเป็นเมืองขยาย รองรับการเติบโตของกรุงเทพมหานคร โดยเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟความเร็วสูงและมอเตอร์เวย์ เพื่อกระจายความเจริญไปยังพื้นที่ใหม่ แผนพัฒนาระดับจังหวัดที่สอดคล้องกับแผนพัฒนา EEC ประกอบด้วย แผนพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทรา พ.ศ. 2566–2570 (ฉบับทบทวน ปี 2569) กรอบยุทธศาสตร์หลักของจังหวัดที่เชื่อมโยงกับนโยบาย EEC โดยมีประเด็นการพัฒนาหลัก 5 ด้าน ได้แก่ การยกระดับภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการสมัยใหม่ การพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของ EEC การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมถึงยังมี แผนส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ที่เสริมขึ้นมาเพื่อให้จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นเมืองอัจฉริยะ

  • จังหวัดชลบุรี

การพัฒนาจังหวัดชลบุรีเป็นไปตามกรอบแนวคิด “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ” มีบทบาทเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม บริการ และการศึกษา เช่น เมืองศรีราชาที่มีฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น หรือเขตพานทอง–บ้านบึง ที่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยมีแผนพัฒนาจังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2566–2570 และแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) พ.ศ. 2566–2570 เป็นกรอบการพัฒนา

แผนพัฒนาจังหวัดชลบุรี เน้นการใช้จุดแข็งด้านอุตสาหกรรมและทำเลที่ตั้งที่เชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ อย่างใกล้ชิด มุ่งส่งเสริมให้ชลบุรีเป็นศูนย์กลางการผลิตของประเทศ โดยเฉพาะในเขตพานทอง–บ้านบึง ซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น นิคมอมตะนคร และเขตพัฒนาใหม่ที่รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ และดิจิทัล ขณะที่เมืองศรีราชามีบทบาทสำคัญในฐานะฐานการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมาก โดยมีทั้งโรงงานผลิต สำนักงานวิจัย และสถาบันการศึกษานานาชาติ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา และโรงเรียนนานาชาติหลายแห่ง แนวทางนี้สะท้อน กรอบแนวคิดการพัฒนา “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ” ที่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งแผนพัฒนาจังหวัดจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม เช่น การร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษาเพื่อออกแบบหลักสูตรเฉพาะทางในสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย

  • จังหวัดระยอง

การพัฒนาจังหวัดระยองเป็นไปตามกรอบแนวคิด “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมขั้นสูงระดับโลกและนวัตกรรม R&D” ระยองถูกวางให้เป็น “ขุมพลังเศรษฐกิจ” ของภาคตะวันออก โดยเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมหลัก เช่น มาบตาพุด และเขตที่มีการลงทุนด้านปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และพลังงานสะอาด รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล ไบโออีโคโนมี และกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve)

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่าทั้ง 3 จังหวัดนี้ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีฐานการผลิตอุตสาหกรรมทั้งอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมเบา และท่าเรือสำคัญของประเทศอยู่แล้ว การกำหนดพื้นที่ดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “ต่อยอด” จากโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเดิมให้ยกระดับขึ้น และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย EEC ได้ออกแบบโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการ เช่น

  1. รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) เป็นโครงการหมุดหมายสำคัญในการยกระดับการเดินทางและการขนส่งสินค้า
  2. สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ที่ถูกวางให้เป็นศูนย์กลางการบินและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค
  3. การพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด (เฟส 3) และแหลมฉบัง (เฟส 3) มีจุดประสงค์เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมหนักและพลังงาน
  4. เขตนวัตกรรม EECi และ EECd ถูกตั้งเป้าให้เป็นพื้นที่วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น หุ่นยนต์, ดิจิทัล, และเทคโนโลยีชีวภาพ

อีกทั้ง EEC ยังใช้แนวคิด “S-Curve Industries”เป็นแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนหลักอีกด้วย ซึ่งแนวคิด S-Curve Industries ได้จำแนกการพัฒนาอุตสาหกรรมออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ประกอบด้วย 1) First S-Curve หมายถึง อุตสาหกรรมเดิมที่ยกระดับ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, การแปรรูปอาหารและ 2) New S-Curve หมายถึงอุตสาหกรรมใหม่ เช่น หุ่นยนต์, การบินและโลจิสติกส์, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, ดิจิทัล, การแพทย์ครบวงจร

ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่า EEC ถูกขับเน้นให้เป็นที่เข้าใจจากสายตาโลกภายนอกว่าเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศที่เน้นดึงและขับศักยภาพเชิงพื้นที่เพื่อตอบโจทย์และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ การลงทุนสมัยใหม่ และการคมนาคมขนส่งแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประการหลัง เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า EEC ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อเป็นเพียง “โครงการภายในประเทศ” แต่ตั้งเป้าที่จะเป็น ศูนย์กลางเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ซึ่งรวมถึงการเป็นฐานการลงทุนของอินเดียที่ต้องการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน โดยอาศัยทำเลที่ตั้งของ EEC ซึ่งอยู่ใกล้เส้นทางการค้าทางทะเลหลักและเชื่อมโยงไปยังอาเซียน ดังนั้น EEC จึงเป็นทั้ง “ห้องเครื่องเศรษฐกิจไทย” และ “สะพานเชื่อมภูมิภาค” ที่ถูกคาดหวังว่าจะทำให้ไทยมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์สูงขึ้นในสายตาอินเดียและอาเซียน

2. ความคาดหวังและโอกาสของ EEC กับ อินเดีย 

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC) มักถูกนำเสนอในระดับนโยบายว่าเป็น “ประยุทธศาสตร์ชาติ” ด้านเศรษฐกิจของไทยที่มีเป้าหมายจะยกระดับประเทศเข้าสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคอาเซียนกับเศรษฐกิจโลก ผ่านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล พลังงานสะอาด และนวัตกรรมชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงที่ปรากฏกลับสะท้อนให้เห็นช่องว่างสำคัญระหว่าง เรื่องเล่าของนโยบาย (narrative) กับ ความเป็นจริง (reality) ของการดำเนินงานในพื้นที่ ทั้งในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน ทรัพยากรแรงงาน ตลอดจนบริบททางการเมืองที่ไม่มั่นคง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบายโดยตรง

  • ความคาดหวังที่ถูกนำเสนอ

นับตั้งแต่การประกาศจัดตั้งเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รัฐบาลไทยได้วางภาพฝันของโครงการนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า จะเป็น “หัวใจของยุทธศาสตร์การพัฒนาแห่งชาติ” ที่มีบทบาทเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้าสู่เครือข่ายการผลิตระดับภูมิภาคและระดับโลก ภายใต้แนวคิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน และเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่เกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ 

ในเชิงเศรษฐกิจ EEC ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางของโครงข่ายเชื่อมโยงภูมิภาค (regional connectivity hub) โดยมุ่งหมายให้ไทยเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนและกลุ่มประเทศ CLMV ผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ด้านคมนาคม ทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ท่าเรือน้ำลึก และโครงข่ายโลจิสติกส์สมัยใหม่ รัฐบาลเชื่อว่าการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง 

ขณะเดียวกัน EEC ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดิจิทัล หุ่นยนต์ ชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ซึ่งจะนำมาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ การจ้างงานที่มีมูลค่าสูง และการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่แรงงานไทย ทั้งยังมีเป้าหมายให้พื้นที่นี้กลายเป็น “เมืองนวัตกรรม” ที่ผสมผสานระหว่างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่และแรงงานทักษะสูง 

ในระดับภูมิรัฐศาสตร์ EEC ยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับบทบาทของไทยในฐานะ “ประเทศแกนกลาง” ของภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก  โครงการนี้ถูกวางบทบาทให้เป็น สะพานเชื่อมไทย–อินเดีย โดยเฉพาะในด้านการค้า การลงทุน และเป็นเครื่องมือที่ทั้งไทยและอินเดียต่างอยากใช้เพื่อลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งรัฐบาลไทยยังเคยนำเสนอว่าโครงการ EEC นี้จะทำให้ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ (critical pillar) ที่สามารถเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างตะวันออกและตะวันตก ทั้งในกรอบยุทธศาสตร์ Indo-Pacific ของสหรัฐฯ และ Belt and Road Initiative ของจีน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและอำนาจต่อรองของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับการสมาทานความคิดmultipolar Asia ของอินเดียที่ต้องการขยายเสรีภาพในการเลือกคู่ค้า อาเซียนต้องการกระจายความเสี่ยง EEC จึงมีบทบาทเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์ร่วม”

  • โอกาสในการทำความคาดหวังให้สัมฤทธิ์ผล

อินเดียและไทยต่างมีโอกาสสำคัญในการทำให้ความคาดหวังเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่าง ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของอินเดีย และ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC) ของไทย กลายเป็นจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ความสอดคล้องเชิงโครงสร้างระหว่างอุตสาหกรรมเป้าหมายของทั้งสองประเทศเปิดโอกาสให้เกิดการเชื่อมโยงทางห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ในสี่สาขาหลัก ซึ่งมีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

ประการแรก ในด้าน อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรและชีวเวชภัณฑ์ ไทยมีศักยภาพสูงในฐานะศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และสุขภาพของภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของอินเดียที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีชีวภาพ (biotech) ให้ก้าวสู่ตลาดโลก ความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศในด้านนี้จะก่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ การลงทุนร่วมในด้านการผลิตยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการพัฒนาโครงการ “medical hub” ที่สามารถขยายผลสู่การส่งออกบริการสุขภาพในระดับภูมิภาคได้

ประการที่สอง ในมิติของ ดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งไทยและอินเดียต่างให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัลในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ อินเดียมีความเชี่ยวชาญด้านบริการ IT และซอฟต์แวร์พัฒนา ขณะที่ไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC มีการจัดตั้ง Digital Park Thailand ซึ่งมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านนี้จึงมีศักยภาพสูงที่จะขยายการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางเทคนิค การลงทุนในโครงการ IT services และการร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศในตลาดเทคโนโลยีโลก

ประการต่อมา ในด้าน ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทยมีฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตยานยนต์พลังงานสะอาด ขณะที่อินเดียมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การเชื่อมโยง supply chain ระหว่างสองประเทศในอุตสาหกรรมนี้ ไม่ว่าจะในด้านการผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ หรือระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะของยานยนต์ จึงสามารถสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศที่สาม

สุดท้ายคือ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่ง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC เช่น ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อกับเส้นทางขนส่งทางบกและทางทะเลของอินเดีย การพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์ร่วมกันจะช่วยเสริมความเชื่อมโยงทางการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนกับเอเชียใต้ ขณะเดียวกันยังช่วยขยายตลาดสินค้าและบริการของทั้งสองประเทศในเวทีโลก

โดยสรุป โอกาสในการทำให้ความคาดหวังเชิงยุทธศาสตร์ไทย–อินเดียสัมฤทธิผลภายใต้กรอบ EEC มิได้จำกัดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการวางรากฐานของ “ภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจใหม่” ที่ทั้งสองประเทศสามารถเสริมบทบาทกันได้อย่างสมดุลและยั่งยืน หากสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และกลไกความร่วมมือเชิงสถาบันให้เข้มแข็งขึ้น ความสัมพันธ์นี้จะไม่เพียงเป็นการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น หากยังเป็น “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์” ที่หล่อหลอมอนาคตเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียให้เป็นเนื้อเดียวกัน

3. ข้อท้าทายของไทยต่อการดึงดูดการลงทุนและการเชื่อมต่อภูมิภาค

แม้รัฐบาลไทยได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมากและให้ความสำคัญกับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในภูมิภาค แต่เมื่อพิจารณาในระดับการดำเนินนโยบายจริง กลับพบข้อจำกัดหลายประการที่สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างวิสัยทัศน์เชิงนโยบายกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่

ประการแรก คือ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน แม้โครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ท่าเรือมาบตาพุด และท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 จะได้รับการประชาสัมพันธ์ว่าเป็น “หัวใจของการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ” แต่ในทางปฏิบัติกลับประสบปัญหาความล่าช้า ทั้งจากขั้นตอนการทำสัญญาในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ความซับซ้อนของกระบวนการก่อสร้าง รวมถึงความไม่พร้อมของระบบสาธารณูปโภครองรับในพื้นที่ เช่น ระบบไฟฟ้า น้ำ และการขนส่งเชื่อมต่อระหว่างเมือง ส่งผลให้ภาพของ “โครงข่ายโลจิสติกส์สมบูรณ์แบบ” ที่รัฐคาดหวังไว้ยังไม่เกิดขึ้นจริง และหากทั้งสามโครงการที่กล่าวมาข้างต้นยังล่าช้าหรือไม่มีแผนการพัฒนาที่มั่นคงรองรับอินเดียอาจหันไปใช้สิงคโปร์หรืออินโดนีเซียแทน

ประการต่อมา คือ ความไม่แน่นอนด้านการลงทุน แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงาน BOI และสิทธิประโยชน์ทางภาษีหลายรูปแบบเพื่อจูงใจนักลงทุนต่างชาติ แต่ในทางปฏิบัติ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยยังคง “รอดูท่าที” เนื่องจากกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมือง การเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนใน EEC ยังขึ้นอยู่กับ “ความคาดการณ์ได้ของรัฐ” มากกว่าศักยภาพเชิงโครงสร้างของพื้นที่เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ยังมี ข้อจำกัดด้านแรงงานและทักษะ ที่กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในพื้นที่ EEC อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีชีวภาพ และดิจิทัล ต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะและความรู้เชิงเทคนิคขั้นสูง แต่ระบบการศึกษาของไทยในปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตแรงงานที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งภาพลักษณ์ของอินเดียในสายตาคนไทยยังมีอคติ ทำให้ความร่วมมือระดับประชาชน (people-to-people connectivity) อาจไม่ราบรื่นเท่าที่ควร สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดภาวะ “ช่องว่างของทักษะ” (skills mismatch) ที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติหรือแรงงานจากพื้นที่อื่น การเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษา มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนในพื้นที่ยังไม่เข้มแข็งพอจะสร้างระบบพัฒนาแรงงานอย่างยั่งยืน

อีกประการหนึ่งคือ ข้อจำกัดด้านการค้าและการเชื่อมโยงภูมิภาค แม้ไทยจะเข้าร่วมในความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ แต่ในทางปฏิบัติ กลไกความร่วมมือเหล่านี้ยังไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับภาคการผลิตใน EEC ได้อย่างเต็มที่ ทั้งจากข้อจำกัดของมาตรการทางภาษี มาตรฐานสินค้า และความล่าช้าในการเจรจาขยายขอบเขตความร่วมมือ ส่งผลให้ศักยภาพของ EEC ในฐานะศูนย์กลางการค้าระหว่างภูมิภาคยังไม่สามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพ

สุดท้ายและสำคัญที่สุด คือ ข้อจำกัดทางการเมืองและธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายในทุกมิติ การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลบ่อยครั้งและความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ทำให้แผนพัฒนา EEC ขาดความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือในสายตาผู้ลงทุน ทั้งนี้นโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดมักปรับเปลี่ยนตามค่านิยมและผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้า มากกว่าจะดำเนินต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ระยะยาวที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทเดิม ความไม่แน่นอนเชิงสถาบันเช่นนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังทำให้หน่วยงานรัฐในพื้นที่ขาดความชัดเจนในการกำหนดทิศทางและจัดลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนา

จากข้อจำกัดที่กล่าวมาทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า การผลักดัน EEC ให้กลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” ยังต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างในหลายระดับ ตั้งแต่ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน การลงทุน ไปจนถึงความไม่มั่นคงทางการเมือง หากประเด็นเหล่านี้ไม่สามารถจัดการได้อย่างบูรณาการและต่อเนื่อง ย่อมจะก่อให้เกิด ช่องว่างสามระดับสำคัญ ซึ่งสะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์กับการดำเนินงานจริง

  1. ในระดับ ภาพลักษณ์ (image level) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมักถูกใช้เป็น “เครื่องมือเชิงการทูตทางเศรษฐกิจ” มากกว่าจะเป็นภาพสะท้อนของความสำเร็จเชิงปฏิบัติจริง รัฐบาลมักนำเสนอ EEC บนเวทีระหว่างประเทศในฐานะหลักฐานของความพร้อมและศักยภาพของไทยในการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ยังคงจำกัด ซึ่งอาจทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตแห่งภูมิภาคกลายเป็นเพียง “วาทกรรมทางยุทธศาสตร์” มากกว่าความจริงทางเศรษฐกิจ
  2. ในระดับ การปฏิบัติ (implementation level) ไทยยังต้องการทั้งเวลา ทรัพยากร และการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อทำให้ EEC สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอินเดียและภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน และการปรับประสานกฎเกณฑ์ทางการค้าให้สอดคล้องกับกรอบความตกลงระดับภูมิภาค เช่น AIFTA หรือ IPEF ความล่าช้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและการขาดกลไกประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐเป็นอุปสรรคต่อการแปลงนโยบายเชื่อมโยงภูมิภาคให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ
  3. ในระดับ นโยบาย (policy level) สิ่งที่ประเทศไทยขาดไม่ใช่วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ เพราะเอกสารนโยบายและแผนแม่บทของ EEC ล้วนมีเป้าหมายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับแนวโน้มโลก แต่สิ่งที่ขาดคือ สมรรถนะของรัฐ (state capacity) ในการทำให้วิสัยทัศน์นั้นกลายเป็นจริงภายในกรอบเวลาที่โลกคาดหวัง ความซับซ้อนของระบบราชการ การขาดความต่อเนื่องของนโยบายระหว่างรัฐบาลชุดต่าง ๆ และข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ล้วนทำให้การดำเนินงานของ EEC ไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

4. ร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย

เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและอินเดียภายใต้กรอบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังอยู่ในสถานะของ “ศักยภาพที่ยังไม่ถูกทำให้เป็นจริง” (untapped potential) มากกว่าความร่วมมือที่เกิดผลในเชิงปฏิบัติ แม้ทั้งสองประเทศจะมีกรอบยุทธศาสตร์ร่วมที่สอดคล้องกัน ทั้งในมิติของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ การค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน แต่ความก้าวหน้ายังจำกัดอยู่ในระดับการหารือเชิงนโยบายและความร่วมมือรายโครงการเท่านั้น เพื่อให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–อินเดียสามารถพัฒนาไปสู่ความร่วมมือเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน รัฐบาลไทยจึงควรผลักดัน “มาตรการเชิงนโยบายแบบ Quick-win” ที่สามารถดำเนินการได้ภายใน 1–2 ปีข้างหน้า เพื่อปิดช่องว่างระหว่างภาพฝันบนเวทีระหว่างประเทศกับความจริงในพื้นที่ EEC ข้อเสนอหลักมีดังนี้

1. EEC Interim Connectivity Plan
รัฐบาลควรจัดทำ “แผนเชื่อมโยงชั่วคราว” เพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งระบบศูนย์ขนส่งสินค้าทางราง (ICD) ท่าเรือน้ำลึก และสนามบินเชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับการขนส่งและการลงทุนร่วมระหว่างไทย–อินเดียในช่วงที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น รถไฟความเร็วสูง (HSR) และท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะช่วยเร่งความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและสร้างแรงส่งให้กับโครงการระยะยาวในอนาคต

2. BOI–India Desk @ EEC
ควรจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานการลงทุนไทย–อินเดีย” ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC โดยตรง เพื่อให้บริการข้อมูล การอำนวยความสะดวก และการให้สิทธิประโยชน์เฉพาะด้าน (targeted incentives) สำหรับนักลงทุนอินเดียในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล เทคโนโลยีชีวภาพ และยานยนต์ไฟฟ้า การมีหน่วยงานเฉพาะพื้นที่เช่นนี้จะช่วยลดขั้นตอนทางราชการ เสริมความมั่นใจให้แก่นักลงทุน และสร้างกลไกความร่วมมือในระดับปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม

3. โครงการสหกิจศึกษาและฝึกงานร่วมไทย–อินเดีย
เพื่อสร้างฐานความร่วมมือเชิงทรัพยากรมนุษย์ ควรจัดตั้ง “โครงการฝึกงานและสหกิจศึกษาไทย–อินเดีย” ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยในพื้นที่ EEC ได้ฝึกงานในบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของอินเดีย ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้บริษัทอินเดียเข้ามาลงทุนในโครงการพัฒนาแรงงานและวิจัยร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาไทย การลงทุนใน “ทุนมนุษย์” ร่วมกันเช่นนี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าการค้าการลงทุนในเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว

4. Mini-MRAs (Mutual Recognition Agreements)
รัฐบาลไทยและอินเดียควรจัดทำความตกลงยอมรับคุณวุฒิวิชาชีพในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และชีววิทยาประยุกต์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แรงงานผู้เชี่ยวชาญสามารถเคลื่อนย้ายและทำงานระหว่างสองประเทศได้โดยไม่ต้องรอข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มักใช้เวลานาน การดำเนินความตกลงลักษณะ “mini-MRA” จะเป็นทางลัดในการสร้างความร่วมมือเชิงเทคนิคและขยายโอกาสให้กับแรงงานทักษะสูงทั้งสองฝ่าย

5. การสร้างภาพลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์ใหม่ (Perception Campaign)
สุดท้าย ไทยควรดำเนินแคมเปญสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ เช่น “India × EEC: New Middle-Class Partnership” เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพของ EEC ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมใหม่ของเอเชียที่พร้อมเชื่อมโยงกับตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของอินเดีย การสื่อสารเชิงบวกในลักษณะนี้จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในสายตานักลงทุนและสาธารณชนอินเดีย รวมถึงเสริมสร้างความเข้าใจของประชาชนไทยต่อบทบาทของอินเดียในฐานะ “หุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค”ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งห้านี้ถือเป็น “Quick-win Policies” ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีภายในระยะเวลา 1–2 ปี โดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ การเริ่มต้นจากมาตรการระยะสั้นเหล่านี้จะช่วยลดช่องว่างระหว่าง “เรื่องเล่าทางนโยบายบนเวที” กับ “ความจริงในพื้นที่ EEC” เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และวางรากฐานของความร่วมมือเชิงโครงสร้างไทย–อินเดียในระยะยาวอย่างยั่งยืน