นโยบายรัฐบาลเกาหลีใต้ในการพัฒนาเชิงพื้นที่: กรณีศึกษาและนัยต่อไทย

โดย นายเสกสรร อานันทศิริเกียรติ
ที่ปรึกษาโครงการจัดการความรู้และพัฒนาเครือข่ายนโยบาย เพื่อการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

การพัฒนาเชิงพื้นที่ (area-based development) มีความสำคัญต่อการยกระดับพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นการกระจายการลงทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากให้คนในพื้นที่มีงานทำ ลดการย้ายถิ่นเข้าสู่เมือง และช่วยเพิ่มโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ดี การพัฒนาเชิงพื้นที่ให้ประสบความสำเร็จจะต้องมีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและเงื่อนไขทางทรัพยากรในพื้นที่ และการจัดการความเสี่ยงหรือผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนานั้น ๆ ด้วย 

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดได้ในช่วงเวลาเพียง 20 ปี งานวิชาการหลายชิ้นให้ความสำคัญต่อบทบาทของรัฐในการพัฒนาประเทศที่อาจเรียกได้ว่า “รัฐที่ขับเคลื่อนการพัฒนา” (Developmental State) นัยยะแท้จริงของการเป็นรัฐที่ขับเคลื่อนการพัฒนานั้นอยู่ที่การมีบทบาทนำในการกำหนดวิสัยทัศน์และนโยบายของรัฐบาลในการเลือกลงทุนในอุตสาหกรรมหลัก 6 ประเภท ได้แก่ เหล็กกล้า แร่โลหะอื่น ๆ เช่น นิกเกิล ทองแดง อะลูมิเนียม เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและต่อเรือ ส่วนมากเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เช่น ปูซาน อุลซัน แทกู

ในกรณีของไทย แนวคิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ปรากฏเป็นรูปธรรมในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ที่เน้นการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ที่เป็นรากฐานของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ในปัจจุบัน การพัฒนาเฉพาะพื้นที่ได้ขยายเป็นแนวคิดเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาคในเวลาต่อมา บทความนี้ศึกษานโยบายของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยเน้น 3 กรณีศึกษาสำคัญ ได้แก่ ขบวนการนวชุมชน (New Village Movement หรือ Saemaul Undong) นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เนื่องจากสามนโยบายนี้เป็นนโยบายที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีใต้และเป็นนโยบายที่ใกล้เคียงกับนโยบายเศรษฐกิจและการพัฒนาเชิงพื้นที่ของรัฐบาลไทยอย่างมาก

1. ขบวนการนวชุมชน

ขบวนการนวชุมชนเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการพัฒนาชนบทในเกาหลีใต้ในช่วงทศวรรษ 1970 รายงานของ Asian Development Bank (ADB) ระบุว่า โครงการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาความยากจน ความล้าหลัง และความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท ซึ่งเด่นชัดขึ้นภายหลังการเร่งอุตสาหกรรมของประเทศ รัฐบาลเกาหลีใต้จึงผลักดันโครงการนี้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท ฟื้นฟูชุมชน และสร้างฐานการพัฒนาที่สมดุลมากขึ้น  หัวใจสำคัญของขบวนการนี้อยู่ที่ “จิตวิญญาณแซมาอึล” ซึ่งประกอบด้วยความขยัน การพึ่งพาตนเอง และความร่วมมือ หลักคิดดังกล่าวมิได้เป็นเพียงคำขวัญเชิงนามธรรม แต่เป็นกรอบความคิดที่รัฐใช่ปลุกพลังของประชาชนให้เชื่อว่าชุมชนของตนเองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของคนในพื้นที่ รัฐไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสนับสนุนทรัพยากร หากยังทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงคุณค่าและหล่อหลอมวัฒนธรรมการพัฒนาไปพร้อมกัน

ในเชิงกลไก รัฐบาลเกาหลีใต้จัดตั้งโครงสร้างสนับสนุนหลายระดับ ทั้งคณะกรรมการส่งเสริม ผู้นำชุมชน และระบบการฝึกอบรม เพื่อเชื่อมโยงส่วนกลางกับพื้นที่อย่างเป็นระบบ รัฐบาลส่วนกลางทำหน้าที่กำกับทิศทางโดยมอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรและการประมง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุขและสังคม และสหพันธ์สหกรณ์การเกษตรแห่งชาติทำงานร่วมกันผ่านผู้บริหารส่วนงานระดับพื้นที่ รายงานชี้ว่าความเข้มแข็งของขบวนการนี้มาจากการประสานงานระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนอย่างใกล้ชิดและการสร้างผู้นำชุมชนที่สามารถแปลงนโยบายให้เป็นการปฏิบัติจริงในหมู่บ้าน สิ่งนี้ทำให้ขบวนการนวชุมชนไม่ได้เป็นเพียงโครงการลงงบประมาณจากส่วนกลางแต่เป็น
กระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่รัฐกำหนดทิศทางและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ผลลัพธ์ของขบวนการหมู่บ้านใหม่มีทั้งด้านรูปธรรมและนามธรรม ด้านรูปธรรม ได้แก่ การปรับปรุงถนน ที่อยู่อาศัย ระบบไฟฟ้า การใช้เครื่องจักรทางการเกษตร และการเพิ่มรายได้ครัวเรือน ส่วนด้านนามธรรม ได้แก่ การสะสมทุนทางสังคม การฟื้นคืนชีวิตของชุมชน การยกระดับบทบาทของสตรี และการสร้างทัศนคติแบบ “เราทำได้” (can-do spirit) ในหมู่ประชาชน ผู้นำชุมชนแซมาอึลจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญหลายประการ ได้แก่ ต้องเป็นคนที่เกิดในหมู่บ้านนั้น มีแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาชุมชน สำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษาที่เน้นการเกษตรและประมง มีจิตวิญญาณแซมาอึล มีความคิดสร้างสรรค์ รับฟังความเห็นของคนอื่น อุทิศตนเพื่องาน ขยัน จริงใจ มีร่างกายแข็งแรง และพึ่งพาตนเองได้ กล่าวได้ว่าความสำเร็จของขบวนการนี้เกิดจากการที่รัฐสามารถทำให้การพัฒนาไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานแต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนวิธีคิดและความสัมพันธ์ทางสังคมในระดับชุมชนด้วย

อย่างไรก็ดี รายงานของ ADB ยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการพัฒนาที่รัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนอย่างสำคัญนั่นคือ แนวทางการพัฒนาชุมชนไม่ควรเป็นพิมพ์เขียวตายตัว เพราะเมื่อบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของหมู่บ้านเปลี่ยนไป วิธีการเดิมอาจไม่สอดคล้องกับสภาพจริงของพื้นที่อีกต่อไป แม้รัฐจะมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ขับเคลื่อน แต่การพัฒนาเชิงพื้นที่ยังจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถปรับใช้แนวทางให้เหมาะสมกับเงื่อนไขของตนเองด้วย ในภาพรวม ขบวนการนวชุมชนสะท้อนบทบาทนำของรัฐอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนา การออกแบบกลไกสถาบัน การสนับสนุนทรัพยากร และการกระตุ้นให้ชุมชนเกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ของตนเองที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการ “ระเบิดจากข้างใน” กรณีศึกษานี้จึงเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการทำความเข้าใจว่ารัฐบาลเกาหลีใต้ใช้การพัฒนาเชิงพื้นที่เป็นฐานของการพัฒนาระดับชาติได้อย่างไร

2. นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นอกจากการพัฒนาชนบทแล้ว เกาหลีใต้ยังแสดงบทบาทของรัฐในการใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในฐานะกลไกทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศด้วย บทความเปรียบเทียบนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ของ Sermcheep, Srisangnam, and Anantasirikiat เสนอว่า แม้ทั้งสองประเทศเห็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นกลไกทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ แต่เกาหลีใต้มีขีดความสามารถมากกว่าในการเชื่อมโยงนโยบายนี้เข้ากับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการ

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่กรอบคิด รัฐบาลไทยที่มบทความนี้ศึกษามีแนวโน้มให้ความสำคัญต่อทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และเอกลักษณ์ของชาติเป็นหลัก ขณะที่เกาหลีใต้ตีความเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยเชื่อมโยงเข้ากับระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ และมองว่านวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต เมื่อพิจารณาในมุมนี้จะเห็นว่ารัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ได้จำกัดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไว้ที่อุตสาหกรรมวัฒนธรรม แต่ขยายไปสู่ระบบนิเวศของความรู้ เทคโนโลยี และการสร้างธุรกิจใหม่ด้วย

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการจัดตั้งศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์และนวัตกรรมจำนวน 17 แห่งใน ค.ศ. 2015 เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จสำหรับผู้ประกอบการ ทั้งด้านคำปรึกษา การพัฒนาธุรกิจ และการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ ศูนย์เหล่านี้ทำให้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์กลายเป็นโครงสร้างสนับสนุนที่ลงไปอยู่ในพื้นที่จริง และเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ และตลาดเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ดังปรากฏในภาพที่ 1

ภาพที่ 1   บริษัทเอกชนที่รับผิดชอบดูแลในแต่ละพื้นที่

ที่มา: Han (2015) อ้างถึงใน Sermcheep, Srisangnam, and Anantasirikiat, p. 64

ความสำเร็จของเกาหลีใต้ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐสามารถใช้ฐานเดิมด้านการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบนวัตกรรมของประเทศมาต่อยอดสู่นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างแนบแน่น กล่าวอีกนัยหนึ่ง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเกาหลีใต้ไม่ได้ตั้งอยู่บนความคิดเรื่องวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่มาจากรัฐที่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขันระดับโลก รัฐทำหน้าที่เป็นผู้สร้างพื้นที่ (platform) และประสานเครือข่ายมากกว่าลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเองซึ่งเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและผู้ประกอบการ และส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้รองรับการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนด้วย

การพัฒนาเชิงพื้นที่ในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์มิได้หมายถึงการสร้างอาคารหรือศูนย์นวัตกรรมเท่านั้น แต่รวมถึงการปรับฐานคิดของสังคมให้สอดรับกับรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ด้วย โดยรัฐบาลมีบทบาทในฐานะผู้สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงทั้งองคาพยพโดยเชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจ เทคโนโลยี  ผู้ประกอบการ และโครงสร้างสนับสนุนเข้าด้วยกัน มิใช่การควบคุมทุกองค์ประกอบ หากเป็นการทำให้พื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่สามารถเกิดขึ้นและเติบโตได้

3. การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

หากกรณีขบวนการหมู่บ้านใหม่สะท้อนบทบาทของรัฐในพื้นที่ชนบท กรณีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสะท้อนบทบาทของรัฐในพื้นที่ยุทธศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงความมั่นคง เทคโนโลยี และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันเช่นเดียวกับนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รายงานการจัดทำแผนพื้นฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ค.ศ. 2023-2027 ระบุอย่างชัดเจนว่า เกาหลีใต้กำลังพัฒนาด้านกลาโหมจากอุตสาหกรรมที่มีเป้าหมายด้านความมั่นคงไปสู่ฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของชาติ โดยประเมินแผนเดิม วิเคราะห์บริบทโลก และกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับอนาคต รายงานนี้เสนอว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้มีความสำคัญมากขึ้นในบริบทการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ความไม่แน่นอนของการเมืองระหว่างประเทศ และการขยายตัวของอาวุธทั่วโลก รัฐบาลมิได้มองการพัฒนาพื้นที่เป็นแค่การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อ “ซื้อขาย” อาวุธระหว่างเกาหลีใต้กับประเทศต่าง ๆ เท่านั้น แต่มองถึงการเชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยี และตลาดโลกเข้าด้วยกัน

แผนดังกล่าวกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างฐานนวัตกรรมเพื่อกองทัพที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสร้างระบบวิจัยและพัฒนาแบบเปิดที่บูรณาการกับทุกหน่วยงาน การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และการยกระดับการส่งออกอาวุธให้เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ รายงานยังคาดการณ์ว่า รายได้จากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 18 ล้านล้านวอนใน ค.ศ. 2021 เป็น 30 ล้านล้านวอนใน ค.ศ. 2027 โดยมีเงื่อนไขสนับสนุนจากงบประมาณพัฒนากำลังรบ ผลของนโยบายป้องกันประเทศของรัฐบาล และการขยายตัวของการส่งออกอาวุธ

รายงานดังกล่าวยังกล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากการมีศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในเชิงพาณิชย์และการเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีอื่น ๆ ในแต่ละพื้นที่ เช่น จังหวัดคย็องซังใต้เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน การประกอบชิ้นส่วนยานยนต์/อากาศยานไร้คนขับ การผลิตเครื่องจักรที่ทำงานด้วยระบบหุ่นยนต์อัจฉริยะ ส่วนประกอบที่สร้างพลังงานลม และเทคโนโลยีชะลอวัย จังหวัดช็อลลาใต้เน้นการพัฒนาวัสดุพอลิเมอร์ที่ผลิตจากปิโตรเคมี อุปกรณ์และวัสดุที่ทำจากโลหะ และเทคโนโลยีชีวภาพ ดังปรากฏในภาพที่ 2

ภาพที่ 2   การกำหนดพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ที่มา: 산업연구원, p. 125

รายงานข่าวของ Yonhap News ระบุว่ารัฐบาลปัจจุบันของประธานาธิบดีอี แช-มย็อง ตั้งเป้าหมายสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ตอัปด้านการป้องกันประเทศให้เกิดขึ้น 100 รายภายใน ค.ศ. 2030 และมุ่งบ่มเพาะกิจการร่วมลงทุน 30 รายให้เติบโตมียอดขายระดับสูง โดยรัฐบาลจะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ระยะแรก และเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปสามารถเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้มากขึ้น นโยบายนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นการเปลี่ยนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจากพื้นที่ปิดที่ครอบครองโดยรายใหญ่ไม่กี่บริษัทไปสู่พื้นที่ที่เปิดรับผู้เล่นใหม่มากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่รัฐบาลก่อน ๆ เคยสร้างไว้ในการเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการสตาร์ตอัปสามารถมาใช้ประโยชน์ได้ 

นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า แนวโน้มใหม่ของอุตสาหกรรมนี้กำลังเคลื่อนจากระบบอาวุธแบบดั้งเดิมไปสู่อากาศยานไร้คนขับ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (physical AI) ที่สามารถควบคุมเครื่องจักรในโลกจริงได้โดยตรง รัฐยังมีบทบาทในการสนับสนุนโครงการที่เปิดให้กองทัพและภาคอุตสาหกรรมเสนอปัญหาจริง แล้วให้สตาร์ตอัปเข้ามาพัฒนาแนวทางแก้ไขซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การพิสูจน์แนวคิด การทดสอบภาคสนาม และการจัดซื้อในระยะ

ทดลองได้ สิ่งนี้สะท้อนว่า รัฐไม่ได้เพียงกำหนดแผนจากส่วนกลาง แต่ยังสร้าง “พื้นที่ทดลองเชิงนโยบาย” เพื่อให้นวัตกรรมสามารถพัฒนา ทดสอบ และนำไปใช้จริงได้

อย่างไรก็ดี รายงานข่าวเดียวกันนี้ยังเตือนถึงข้อจำกัดสำคัญว่า แม้เทคโนโลยีและเงินลงทุนจะเริ่มไหลมาสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศมากขึ้น แต่กระบวนการทดสอบและจัดซื้อของกองทัพยังคงซับซ้อนและล่าช้า ส่งผลให้สตาร์ตอัปที่อาจมีเทคโนโลยีที่ดียังไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ บทบาทของรัฐบาลในการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับพื้นที่จึงไม่ได้อยู่ที่การประกาศนโยบายหรืออัดฉีดงบประมาณแต่เพียงเท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถในการปรับลดกฎระเบียบและขั้นตอนทางการให้เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมในทางปฏิบัติด้วย

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงสะท้อนบทบาทของรัฐเกาหลีใต้ในฐานะผู้สร้างพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ ผ่านการกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาว การพัฒนาระบบวิจัยและพัฒนา การเสริมความแข็งแรงของห่วงโซ่อุปทาน การเปิดทางให้ผู้เล่นใหม่ และการทำให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลายเป็นพื้นที่ของทั้งความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

4. นัยต่อไทย

บทเรียนสำคัญจากกรณีศึกษาทั้งสามในนโยบายการพัฒนาเชิงพื้นที่ของรัฐบาลเกาหลีใต้ต่อไทยคือ การพัฒนาเชิงพื้นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมของประเทศ นโยบายของรัฐบาลที่มีความชัดเจนและมีความต่อเนื่องแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงเป็นขั้วตรงข้ามทางการเมืองถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายมีผลลัพธ์เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความเชื่อมโยงใน 2 ส่วน ได้แก่ ความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายรัฐบาลที่มีอยู่ทั้งเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และความเชื่อมโยงระหว่างผู้เล่นต่าง ๆ ในภาครัฐกับภาคเอกชน มีภาคเอกชนกับภาคการศึกษาเป็นผู้เล่นหลัก รัฐบาลมีบทบาทเป็นผู้ผลักดันหรือสนับสนุนให้เกิดขึ้นโดยการสนับสนุนด้านการเงิน เทคนิค และกฎระเบียบ พร้อมกับการสร้างโอกาสในตลาดต่างประเทศ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้คนไทยมีความพร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และมีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์โลกและภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงผันผวนตลอดเวลา