บทสรุปผู้บริหาร
กิจกรรม Future Shapers: ปั้นเมือง เปิดระเบียงเศรษฐกิจ พิชิตอนาคต – National Workshop: Vision & Strategy จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–30 มีนาคม 2569 โดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาเยาวชนและนักศึกษาจากหลากหลายภูมิภาคของประเทศให้เติบโตเป็น “นักยุทธศาสตร์รุ่นใหม่” ที่มีความสามารถในการมองอนาคตอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสจากบริบทโลกที่ผันผวน และออกแบบข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างมีทิศทางและมีความหมายต่อพื้นที่จริง กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีอบรมเชิงวิชาการ แต่เป็นพื้นที่สังเคราะห์ผลลัพธ์จากกระบวนการระดับภูมิภาคที่โครงการได้ดำเนินมาก่อนหน้า ทั้ง Regional Workshop และการลงพื้นที่ปฏิบัติการในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพื่อยกระดับจากการเรียนรู้เฉพาะพื้นที่ไปสู่การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมและข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศร่วมกัน
ในเชิงโครงสร้าง กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ ได้แก่ การสังเคราะห์ฉากทัศน์จากระดับภูมิภาคไปสู่วิสัยทัศน์ร่วมระดับประเทศ การพัฒนาข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ การฝึกทักษะ backcasting หรือการคิดย้อนกลับจากอนาคตที่พึงประสงค์สู่การปฏิบัติในปัจจุบัน และการสร้างเครือข่าย Future Shapers Network ที่เชื่อมโยงคนรุ่นใหม่จากหลายภูมิภาคเข้าด้วยกัน กลุ่มผู้เข้าร่วมมีจำนวน 41 คน ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของโครงการในการสร้างวงสนทนาและการเรียนรู้ข้ามภูมิภาคอย่างแท้จริง ไม่ปล่อยให้การคิดอนาคตเป็นเรื่องของส่วนกลางฝ่ายเดียว แต่เปิดโอกาสให้คนจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้นำประสบการณ์ ปัญหา ศักยภาพ และจินตนาการของตนเองเข้ามามีส่วนกำหนดภาพอนาคตร่วมของประเทศ
สาระสำคัญของกิจกรรมเริ่มต้นจากการปูพื้นความเข้าใจเรื่องโลกปัจจุบันผ่านการบรรยายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ระเบียบอำนาจแบบใหม่ที่การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนมีความเข้มข้นสูงขึ้น และส่งผลกระทบลึกซึ้งต่อระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน อาหาร และห่วงโซ่อุปทานโลก ผู้เข้าร่วมได้รับการชวนให้มองเห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงระดับโลกมิได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับทิศทางของระเบียงเศรษฐกิจไทยแต่ละภูมิภาค ทั้งในมิติของความเสี่ยงและโอกาส การบรรยายยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ประเทศไทยไม่อาจใช้วิธีคิดแบบแข่งขันตรง ๆ กับมหาอำนาจหรือประเทศขนาดใหญ่ได้ หากแต่ควรปรับกรอบคิดจากการแข่งขันไปสู่การเป็น “ตัวเชื่อม” หรือ “connector” ในภูมิภาค เน้นการสร้างความร่วมมือ การเชื่อมโยงเศรษฐกิจ และการหาจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของตนเองภายใต้โลกที่ไม่แน่นอนมากขึ้น ข้อเสนอเชิงความคิดนี้เป็นฐานสำคัญที่ทำให้ผู้เข้าร่วมมองการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจไม่ใช่เพียงในฐานะโครงการลงทุนหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในฐานะพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องเข้าใจพลวัตของโลกอย่างลึกซึ้งด้วย
จากนั้น กิจกรรมได้เข้าสู่แกนหลักของกระบวนการเรียนรู้ คือการฝึกใช้เครื่องมือ Strategic Foresight และ Future Scanning ด้วยกรอบวิเคราะห์ STEEP-M ครอบคลุมมิติด้านสังคม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมือง และความมั่นคง กระบวนการที่ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เริ่มตั้งแต่การกำหนดคำถามหลักและกรอบเวลา การสแกนข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ การแยกแยะเหตุการณ์ สัญญาณ กลุ่มสัญญาณ แนวโน้ม และแรงขับเคลื่อน ไปจนถึงการประเมินความไม่แน่นอนที่มีผลกระทบสูง การสร้าง scenario matrix การพัฒนาเรื่องเล่าของฉากทัศน์อนาคต และการเลือก preferred future เพื่อนำไปสู่การจัดทำยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ กระบวนการนี้มีคุณูปการอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้ผู้เข้าร่วมเปลี่ยนวิธีคิดจากการวิเคราะห์ปัญหาแบบเส้นตรงหรือมองเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไปสู่การสำรวจ “สิ่งที่อาจเกิดขึ้น” และ “สิ่งที่ยังไม่รู้” ซึ่งเป็นหัวใจของการทำยุทธศาสตร์ในโลกที่มีความผันผวนสูง โดยรายงานชี้ชัดว่า foresight ไม่ได้มุ่ง “ทำนายอนาคต” อย่างตายตัว แต่เป็นกระบวนการเพื่อ “ออกแบบอนาคต” อย่างมีเป้าหมายและความรับผิดชอบต่อปัจจุบัน
สิ่งที่โดดเด่นอย่างมากของกิจกรรมครั้งนี้คือการที่ผู้เข้าร่วมไม่ได้หยุดอยู่แค่การเรียนเครื่องมือ แต่สามารถนำเครื่องมือเหล่านั้นไปใช้จริงกับบริบทของระเบียงเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคได้อย่างมีสาระ ผู้เข้าร่วมในแต่ละกลุ่มได้นำเสนอการวิเคราะห์ผ่านมิติ STEEP-M ซึ่งสะท้อนภาพอนาคตของพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเข้มข้น ตัวอย่างจากภาคเหนือสะท้อนประเด็นสำคัญอย่างสังคมสูงวัย การย้ายถิ่นของแรงงานทักษะ ปัญหา PM 2.5 การเผาป่า ความเปราะบางบริเวณชายแดน การเมืองท้องถิ่นที่ยังถูกครอบด้วยอิทธิพลเดิม และความท้าทายจากยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามพรมแดน ขณะที่ภาคอีสานชี้ให้เห็นทั้งข้อจำกัดด้านคุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร ภัยแล้งและไฟป่า การรวมศูนย์อำนาจ และข้อจำกัดด้านความมั่นคง ส่วนกลุ่มอื่น ๆ ในรายงานก็สะท้อนให้เห็นปัจจัยเฉพาะของพื้นที่ ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว เมืองขยายตัว แรงงาน เทคโนโลยีใหม่ ความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อม และความจำเป็นของการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ภาพรวมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเยาวชนผู้เข้าร่วมสามารถมองพื้นที่ของตนเองอย่างลึก ไม่ได้มองแค่ “โอกาส” แต่ยังเห็น “ต้นตอเชิงโครงสร้าง” ของปัญหาและความไม่แน่นอนด้วย
อีกมิติหนึ่งที่สำคัญมากคือผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้ของผู้เข้าร่วม รายงานสะท้อนอย่างตรงไปตรงมาว่าในช่วงแรกผู้เข้าร่วมจำนวนหนึ่งรู้สึกว่ากิจกรรมมีความเข้มข้นสูง เนื้อหายาก และสร้างความกดดันอย่างมาก ถึงขั้นเกิดความรู้สึกสับสน เหนื่อยล้า หรือ “หัวบวม” อย่างไรก็ดี ประสบการณ์เช่นนี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ เพราะผู้เข้าร่วมตระหนักว่าตนกำลังถูกพาออกจากกรอบความคิดเดิมและได้ฝึกการคิดเชิงวิเคราะห์อย่างจริงจัง หลายคนสะท้อนว่ากิจกรรมทำให้เปิดโลก มองเห็นความรู้ที่ไม่เคยพบในห้องเรียน และเข้าใจพื้นที่ สังคม และสิ่งแวดล้อมของตนเองมากขึ้น ขณะเดียวกัน รายงานก็ไม่ละเลยข้อท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำด้านทักษะภาษาอังกฤษที่ส่งผลต่อการเข้าถึงเนื้อหาและการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมบางส่วน ประเด็นนี้เป็นข้อค้นพบสำคัญ เพราะชี้ให้เห็นว่าหากจะพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว จำเป็นต้องออกแบบระบบสนับสนุนที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางภาษาและทุนการศึกษาไปพร้อมกัน ไม่เช่นนั้น ความเข้มข้นของเนื้อหาอาจกลายเป็นกำแพงมากกว่าบันไดสำหรับบางคน
ในช่วงท้ายของกิจกรรม ผู้เข้าร่วมได้นำความรู้ทั้งหมดไปสู่การทำ Final Policy Pitching ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจาก “ผู้เรียน” ไปสู่ “ผู้เสนอทิศทางอนาคต” แต่ละกลุ่มได้สร้างฉากทัศน์จากแกนความไม่แน่นอนที่ตนวิเคราะห์ และคัดเลือกอนาคตที่พึงประสงค์เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความเฉพาะเจาะจงต่อพื้นที่ รายงานสะท้อนว่าในการนำเสนอของแต่ละกลุ่มมีการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ การผูกประเด็นกับปัญหาเชิงโครงสร้าง และความพยายามเชื่อมอนาคตกับข้อเสนอเชิงปฏิบัติ เช่น กลุ่มภาคเหนือ 1 วิเคราะห์อนาคตผ่านแกนการจัดการทรัพยากรแรงงานและปัญหายาเสพติด ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ก็พัฒนาฉากทัศน์จากตัวแปรสำคัญของภูมิภาคตนเอง และได้รับข้อเสนอแนะจากกรรมการให้ทำยุทธศาสตร์ให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น มองความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ และขยายผลการสร้าง Future Shapers รุ่นถัดไปในวงกว้างขึ้น รายงานช่วงนี้จึงสะท้อนว่า โครงการไม่ได้มุ่งเพียงให้ผู้เข้าร่วม “รู้จักเครื่องมือ” แต่ต้องการให้พวกเขาสามารถสื่อสารเชิงนโยบาย เล่าเรื่องอนาคต และเปลี่ยนการคิดเชิงวิเคราะห์ไปสู่การออกแบบข้อเสนอจริงได้
เมื่อพิจารณาในภาพรวม ผลลัพธ์สำคัญของกิจกรรมครั้งนี้จึงมีอย่างน้อย 4 ระดับ ระดับแรก คือผลลัพธ์ด้านความรู้ ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยหลากหลายมิติที่มีผลต่ออนาคตของระเบียงเศรษฐกิจไทย ระดับที่สอง คือผลลัพธ์ด้านทักษะ ผู้เข้าร่วมได้ฝึกทักษะ strategic foresight อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสแกนสัญญาณ การวิเคราะห์แนวโน้ม การระบุแรงขับเคลื่อน การสร้างฉากทัศน์ ไปจนถึงการคิดเชิงยุทธศาสตร์และการสื่อสารข้อเสนอเชิงนโยบาย ระดับที่สาม คือผลลัพธ์ด้านมุมมองและการเติบโตภายใน ผู้เข้าร่วมได้เปิดรับโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น เห็นข้อจำกัดของความรู้เดิมของตน และตระหนักว่าการพัฒนาพื้นที่ต้องอาศัยการมองเชิงระบบ ไม่ใช่การตอบสนองต่อปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น และระดับสุดท้าย คือผลลัพธ์ด้านเครือข่ายและการขยายผล เพราะกิจกรรมได้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นใหม่จากหลายภูมิภาค พร้อมวางเมล็ดพันธุ์ของเครือข่าย Future Shapers Network ที่อาจเติบโตต่อไปเป็นฐานของผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่และระดับประเทศในอนาคต
กล่าวโดยสรุป กิจกรรม Future Shapers รุ่นที่ 1 ประสบความสำเร็จในการวางรากฐานให้เยาวชนและนักศึกษาจากหลากหลายพื้นที่ได้เรียนรู้การมองอนาคตอย่างลึกซึ้ง เป็นระบบ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม กระบวนการที่ใช้สามารถเชื่อมโลกของแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์เข้ากับความเป็นจริงของพื้นที่ได้อย่างมีพลัง ทำให้ผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียง “เข้าใจอนาคต” แต่เริ่ม “มองเห็นบทบาทของตนเอง” ในการร่วมออกแบบอนาคตนั้นด้วย แม้กิจกรรมจะสะท้อนข้อจำกัดบางประการ เช่น ความเข้มข้นของเนื้อหาและความเหลื่อมล้ำด้านภาษา แต่ในภาพรวม รายงานชี้ชัดว่ากิจกรรมนี้เป็นทั้งเวทีผลิตองค์ความรู้ เวทีฝึกทักษะ และเวทีสร้างเครือข่ายที่มีศักยภาพสูง หากมีการต่อยอดอย่างต่อเนื่อง โครงการลักษณะนี้ย่อมสามารถพัฒนาไปสู่กลไกสำคัญในการเสริมสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ เข้าใจพลวัตโลก และสามารถร่วมกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจไทยให้ตอบโจทย์อนาคตได้อย่างแท้จริง